For Someone's Sake

posted on 17 Apr 2011 23:39 by planetdream

เพื่อใครซักคน

 

 

 

ในขณะที่ท้องฟ้าซึ่งถูกย้อมไปด้วยสีส้ม....ได้เปลี่ยนเป็นสีม่วงอมน้ำเงินของยามค่ำคืนโดยไม่รู้ตัว....

 

“ที่นี่ก็ได้…”

ในที่สุดเท้าของพี่ฮิเมโกะก็หยุดลง

 

พวกเราคงอยู่ด้านบนห่างจากสถานีที่ 7 ไม่มากนัก รอบๆคือพื้นหินที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดมากมาย
ถ้ามองออกก็จะเห็นวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาปรากฏอยู่ตรงหน้า

พอมองไปที่นาฬิกาข้อมือ ก็พบว่าเวลาล่วงเลยไปถึงตี 3 แล้ว ซึ่งก็หมายถึงเราใช้เวลาไป 1 วันเต็มๆ

ด้วยเวลาและสภาพอากาศจากเมื่อวาน ทำให้ไม่มีนักปีนเขาคนอื่นผ่านมาเลย

“รอถึงตอนเช้า... ฉันจะพูดอยู่ตรงนี้แหละ”

พอพี่ฮิเมโกะพูดจบ เธอก็เดินไปยังขอบผาหิน

เวลามองลงไปจากขอบหน้าผาก็จะพบว่าข้างล่างมืดจนแทบมองไม่เห็น แถมพื้นด้านล่างของหุบเขานั้นก็อยู่ไกลเสียจนไม่อาจเดาความสูงได้

อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่า ถ้าโดดลงไปล่ะก็คงไม่รอดแน่นอน

“....สุดท้าย พวกเราก็อุตส่าห์มาถึงที่นี่จนได้เนอะ”

“สูงพอหรือยังล่ะ”

“อืม เทียบกับชั้น 7 ก็ประมาณ 100 เท่าได้ล่ะนะ”

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 3000 เมตร
แถมไม่มีรั้วกั้นมาเกะกะ

“เซตซึมิ....ถ้าอยากถามอะไรพี่ล่ะก็ ก็ถามตอนนี้เลยนะ”

หลังจากพี่สาวพูดจบ สิ่งที่อยากถามมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัว

แต่แม้ว่าจะมีสิ่งที่อยากถามอยู่มากมาย แต่กลับรู้สึกว่าการเอ่ยปากถามไปซักคำถามนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน

หลังจากคิดอยู่ซักพัก ในที่สุดฉันก็ถามพี่ออกไป

“....ช่วยเล่า’ชีวิต’ของพี่ฮิเมโกะ...ให้ฉันฟังหน่อยสิ”

“…..”

นี่เป็นคำถามหนึ่ง...ที่ฉันสรุปขึ้นมาได้

“อยากฟังเรื่องราว’ชีวิต’ของพี่ ...หรือว่า อยากฟังเรื่องราว’ชีวิต’ของคนที่อยู่ใน ‘ฐานะ’ แบบพี่กันล่ะ”

“....เรื่องราว’ชีวิต’ของพี่ฮิเมโกะเอง”

“…..”

“พี่เป็นแค่....หนึ่งในคริสเตียนที่นับถือในศาสนาคริสต์”

“ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านั้น...”

แต่ตอนนี้...พี่สาวกลับคิดที่จะขึ้นไปต่อว่าพระเจ้า
และบางที...อาจจะพยายามที่จะฝ่าฝืนข้อห้ามร้ายแรงของศาสนาข้อหนึ่งอีกด้วย

“งั้น เกี่ยวกับเรื่องที่เคยเล่าก่อนหน้านี้... สุนัขแห่งแฟลนเดิร์ซน่ะ…”

“ไม่ว่าจะยังไง คนเราก็ต้องเลือกที่จะเป็นใครในสามคนนั่นงั้นหรอ”

“ใช่ มนุษย์เราไม่มีทางเลือกอื่นหรอก”

พี่สาวยืนยันหนักแน่น

ทั้งเนลโลที่จากไป และอาโลอาที่ถูกทิ้งไว้ ทั้งสองไม่มีทางได้พบกันอีก

“แล้ว... พี่ฮิเมโกะล่ะ... เป็นใครกัน ”

“…..”

ไม่มีคำตอบใดออกมาจากคำถามนั้น

พี่สาวก้มหน้าลงเล็กน้อย

 ท้องฟ้าที่ดูเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อมค่อยๆทอแสงสีขาวทีละนิด

พี่ฮิเมโกะที่สวมชุดนอนอยู่นั้นคงเป็นเนลโล

ถ้างั้นพี่ฮิเมโกะในตอนนี้คืออาโลอางั้นหรือ? เพราะคนที่จะสามารถขึ้นไปต่อว่าพระเจ้าได้นั้นคงไม่ใช่เนลโลที่ตายไปแล้วแน่นอน

แล้วฉันคือใครกันล่ะ?
ทำไมถึงต้องพาฉันมาที่นี่ด้วยนะ...

 

“ดูเหมือนจะได้เวลาแล้วล่ะ”

พี่สาวพูดแบบนั้นก่อนที่จะเงยหน้ามองฟ้า

 

“เซตซีมิ รับนี่ไปนะ”

เธอพูดพร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างจากกระเป่าเสื้อส่งมาให้ฉัน

“ลูกประคำหรอ”

“จะโยนทิ้งไปก็ได้นะ…”

“ก็แค่...ตอนนี้ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะถือมันต่อไปอีกแล้วล่ะ”

ฉันเข้าใจความหมายนั้น....โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถาม

...แต่ถึงอย่างนั้น....

ทำไมเธอยังเก็บมันไว้อีกนะ ทั้งๆที่มักจะยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่คริสเตียนแล้ว

ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ว่าลึกๆแล้วพี่สาวเองก็ไม่อยากทำแบบนี้เท่าไรนัก...

“จะดีจริงๆหรอ”

“ถ้ามี ‘พร’ ล่ะก็ ‘คำสาป’ เองก็มีเหมือนกัน ยังไงล่ะ”

“…..”

“หยุดทีเถอะ… ฉันมีสิทธิ์พูดแบบนั้นไหม”

“…..”

“ขึ้นอยู่กับเหตุผลนะ”

เหตุผลเดียว...ที่สามารถดึงเธอกลับมาได้....

แม้ว่านั่นคือสิ่งที่พี่ฮิเมโกะต้องการมาแต่แรก
แม้ว่า เธอจะเป็นคนไข้บนชั้น 7 ที่ไม่มีแม้แต่อนาคตก็ตาม

ถ้าหากคนเรามีสิทธิ์เลือกที่จะตาย เหมือนกับมีสิทธิ์ที่จะเกิดมาล่ะก็....

เหตุผลเดียวเท่านั้นที่จะหยุดเธอได้....
ของแบบนั้นมันจะไปมีได้ยังไงกันล่ะ

และฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าอย่างไหนถึงจะถูก อย่างไหนถึงจะเรียกว่า ‘จริงใจ’ กันแน่

“…..”

ทำไมกันนะ..... น้ำตาของฉันถึงไหลออกมา
แม้จะอยู่เคียงข้างแต่กลับทำอะไรให้ไม่ได้เลย.... ในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้ว่าตัวฉันมันอ่อนแอเพียงใด

ภายใต้ท้องฟ้าเริ่มสว่างและแผ่ขยายไปไกลสุดลูกหูลูกตา ตัวฉันกำลังโศกเศร้า

ไม่ว่าจะคิดหาเหตุผลอะไรขนาดไหน สุดท้ายฉันก็หาเหตุผลที่จะดึงพี่สาวกลับมาไม่ได้เลย

ถ้านั่นเป็นสิ่งที่พี่ฮิเมโกะตัดสินใจ ฉันก็อาจจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปห้ามได้...

ถึงจะเป็นอย่างนั้น... แม้ฉันจะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะดึงเธอกลับมาเลยก็ตาม... แต่ตัวฉัน....

“เพราะ...ฉันเอง...ก็เจ็บปวดเหมือนกัน”

ไม่ใช่ใครคนอื่น.... ตัวฉันเองที่รู้สึกเจ็บปวด

เพราะฉันเอง ที่อยากหยุดเธอไว้

แม้นั่นจะเป็นความต้องการของคนที่เหลืออยู่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม

‘แม้ฉันจะยอมรับความเจ็ดปวดของตัวเองได้ ก็ใช่ว่าฉันจะยอมให้คนอื่นเจ็บปวดแทนฉันได้’ ….. นั่นเป็นเพราะคนที่จากไปแม้จะเศร้าหรือเจ็บปวดแค่ไหน คนที่เหลืออยู่นั่นแหละที่จะต้องเจ็บปวดมากที่สุดไม่ใช่หรือไง....

แถม....ฉันเองก็...

 

“ฉันเป็นอาโลอา....ไม่ไหวหรอกนะ”

“…......”

“……..”

“….อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ....”

“พอเธอทำหน้าแบบนั้นแล้ว.... ฉันเองก็ลำบากใจเหมือนกันนะ”

 

---------------------------------------------------------------------

 

ถ้าหาก... ฉันเป็นนักบวชละก็...
ถ้าหาก...คำพูดของฉัน....ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งบรรเทา หรือเครื่องรางอะไรละก็....

ถ้าหากมันเป็นเวทย์มนต์จริงๆล่ะก็....

 

“……..”

“พี่สาว…. หนูขอโทษนะคะ”

“ถ้าพวกเราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน คงจะดีกว่า”

เด็กสาวยืนอยู่ตรงหน้าขณะที่น้ำตาของฉันเริ่มไหล พร้อมกับขอโทษฉันอย่างโศกเศร้า

“ทั้งๆที่มีกฎบอกไว้แท้ๆ...”

“ว่าถ้าได้มาอยู่ที่นี่ ห้ามมีเพื่อนเด็ดขาด”

“ขอโทษนะคะ ถ้าหนูทำตามกฎล่ะก็...”

“พี่สาวก็ไม่จำเป็นต้องร้องไห้แท้ๆ....”

 

จากนั้น...เด็กสาวก็เงยหน้ามองท้องฟ้าและเริ่มขอพรอีกครั้ง

เงยหน้าสู่ท้องฟ้ายามฤดูร้อนที่แผ่ขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด เธอพยายามขอพรกับพระเจ้าที่อาจจะยังฟังเธออยู่เบื้องบน...

ท่าทางที่จริงจังนั่น...

ท่าทางที่ยังคงกุมลูกประคำไว้ และเชื่อว่านั่นเป็นเวทย์มนต์จากพระผู้เป็นเจ้า

 

“พอแล้วล่ะ ไม่ต้องขอพรอะไรอีกแล้วล่ะ!”

“ทำไมล่ะคะ?”

“……”

“ถึงจะทำแบบนั้นไป... มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

สุดท้าย... ฉันก็พูดคำที่ไม่ควรพูดในฐานะคริสเตียน

“เพราะงั้นพอซะทีเถอะ มันไม่ช่วยเธอหรอกนะ…”

“ไม่ว่าจะทำยังไงเธอก็ต้อง....ตายอยู่ดี….”

และสุดท้ายแม้จะเป็นถึงผู้ช่วยเหลือ...
แม้จะเป็นถึงอาโลอา เพื่อนสนิทที่สุดของเนลโล...

คำพูดนั้นไม่ควรแม้แต่จะเอ่ยปาก...

“อืม หนูรู้ดีค่ะ…”

“ถ้างั้น...ทำไมล่ะ?”

“……”

“….ไม่ใช่หนูหรอกค่ะ หนูน่ะไม่ต้องแล้วล่ะค่ะ...”

 

“ขอเพียงพี่สาวที่กำลังร้องไห้....หยุดร้องไห้...”

“แล้วกลับมา….มีรอยยิ้มเหมือนเดิมในเร็ววัน....”

“….ทั้งหมดหนูขอเพียงเท่านี่แหละค่ะ….”

 

 

---------------------------------------------------------------------

 

 

“ทำไม...ถึงร้องไห้ล่ะ”

“ยะ...ยัยบ้า ไม่รู้หรอไง”

“เวลานี้น่ะ ถึงจะร้องไห้...ก็ไม่เป็นไรหรอก”

 

พี่ฮิเมโกะร้องไห้
ณ สถานที่ที่ท้องฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมนั้น เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นน้ำตาของเธอ

เวลาแบบนี้... ฉัน...

ควรจะพูดอะไรดีนะ...
อะไรที่แสดงถึงความจริงใจ....

เพราะฉันไม่รู้....

ขอเพียงเธอจะหยุดร้องไห้เร็วขึ้นซักนิด.... ขอเพียงให้เธอมีรอยยิ้มเหมือนเดิมเร็วขึ้นซักนิดก็ยังดี

ใช้มือสัมผัสที่หลังและลูบปลอบโยนเบาๆ คือทั้งหมดที่ฉันพอทำได้

“หยุดนะ...”

“ชีวิตฉันไม่ได้รันทด...จนต้องให้เด็ก ม.ต้นมาปลอบกันหรอกนะ...ฮึก...”

“….”

“ไม่ต้องกังวลหรอก... ถ้านับจากประวัติผู้ป่วยล่ะก็... ฉันอายุมากกว่าเธออีกนะ”

“…..”

“อะไรกันเล่า... ทั้งๆที่เด็กกว่าแท้ๆ....”

ท้องฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินเริ่มทอประกายสีขาว และกลายเป็นแสงอาทิตย์ สายลมที่พัดจากหุบเขาส่งเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกโดดเดี่ยว

พี่ฮิเมโกะร่ำไห้ไปพร้อมกับสายลมจากหุบเขาที่คร่ำครวญ

 และแม้แต่ฉันเอง... ก็ร้องไห้

 

---------------------------------------------------------------------

 

“เลิกแล้วล่ะ…. จะไปต่อว่าอะไรนั่นน่ะ….”

พี่สาวพูดพลางหันหน้ามองไปยังท้องฟ้าก่อนที่จะกุมมือทั้งสองข้าง

“งั้น... ฉันคืนนี่ให้”

“จริงสินะ ถ้าไม่มีนี่ล่ะก็ ผลของมันจะเบาลงสินะ”

จากนั้นเธอก็ห้อยลูกประคำไว้ที่คอของเธอ

จาก ‘ที่สูงๆ’ สู่ที่สูงยิ่งกว่า.... สู่ท้องฟ้าที่เหนือขึ้นไป เธอก็เริ่มขอพร...

 

“ฟังให้ดีนะ....
เพราะฉันเห็นนายหูไม่ดี จึงอุตส่ามาขอพรถึงที่นี่....”

“ตอนนี้ ฉันจะเป็นยังไงก็ช่าง....”

“แต่ อย่างน้อย ก็ขอให้...”

“อย่าให้มีคนเจ็บปวด เสียใจไปชั่วชีวิตเพราะฉันเลย”

“และ ถึงแม้จะเร็วขึ้นอีกซักนิด ก็ขอให้พวกเขากลับมาเป็นดังเดิม”

 

เธอพูดเบาๆเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง

แม้จะมีถ้อยคำมากมายต่อจากนี้ แต่สิ่งที่ฉันได้ยินมีเพียงเท่านั้น

บางทีพี่ฮิเมโกะ... อาจจะเลิกโกรธพระเจ้าอะไรนั่นแล้วก็เป็นได้

สีหน้านั่นไม่ได้บ่งบอกถึงความเศร้าหรือโกรธ แต่เป็นความยึดมั่น จนอาจจะเรียกได้ว่าสง่าและงดงาม

ถ้านึกถึงเรื่องคนสองคงไม่มีทางได้เจอกันที่พี่สาวพูดถึงนั้น....

นี่อาจเป็นคำขอของผู้ที่จากไปถึงผู้ที่เหลืออยู่สินะ....

 

“…ทั้งหมดก็เท่านี้แหละ”

จากนั้นเธอก็หันกลับมาหาฉัน

“เป็นไงบ้าง อาจจะเป็นคำขอที่ดูปกติไปหน่อย ผิดหวังหรือเปล่า”

“…ไม่หรอก…”

ฉันส่ายหน้าเบาๆ

ถึงแม้จะดูปกติ แต่ถ้าฉันอยู่ในฐานะของพี่ฮิเมโกะล่ะก็....

ฉันจะขอพรเพื่อใครซักคนที่ถูกทิ้งไว้ได้จริงใจเหมือนกับเธอไหมนะ

“เซตซึมิ... เธอเป็นพยานนะ”

“ฉันหรอ”

“ใช่ ถ้าคำขอนี้ไม่เป็นจริงขึ้นมาล่ะก็...”

“คราวหน้า ช่วยมาต่อว่าพวกพระเจ้านั่นแทนฉันให้ด้วยก็แล้วกันนะ”

“นี่เป็น…เหตุผลที่พาฉันมาด้วยหรอไง”

“ก็นะ ครึ่งนึงแหละ”

“…..”

“แล้วที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งล่ะ… ความลับอีกงั้นหรอ”

“นั่นสินะ…”

หลังจากที่เธอพูด เธอก็คิดอยู่ซักพัก

“คล้ายๆเวทย์มนต์...ล่ะมั้ง”

“เวทย์มนต์หรอ”

“ใช่ ถึงตอนนี้จะไม่มีผลอะไรก็ตาม... แต่ซักวันมันจะต้องส่งผลแน่”

 

---------------------------------------------------------------------

 

และพวกเราก็กลับสู่ถนนอีกครั้ง ภายใต้ท้องฟ้ายามเช้า

 

ระหว่างนั้น ขณะที่เรากำลังทานข้าวกล่องมื้อเที่ยงจากร้านสะดวกซื้อในมืออยู่นั่นเอง พี่สาวก็พูดขึ้น

 

“จากนี้ไป ฉันว่าจะขอเพิ่มกฎลงไปอีกซักข้อก็แล้วกันนะ”

“กฎหรอ?”

“ใช่ ว่า’การมีเพื่อนนะ ไม่เป็นไรหรอก’ น่ะ”

จากนั้นเธอก็หยิบลูกประคำออกมาจากกระเป๋า

“จริงๆแล้วฉันจะให้เธอไปก็ได้…”

“แต่ดูเหมือน ฉันเองก็ยังต้องใช้มันอยู่สินะ”

เธอพูดพร้อมกับย้ายมันมาประดับไว้บนหน้าอก

“เพราะงั้นเซตซึมิ ฉันจะให้อย่างอื่นแทนก็แล้วกัน”

“อย่างอื่นหรอ?”

“ใช่…. คนที่จะตัดสินใจคือเธอเองนะ”

 

ตอนนี้ รถเปิดประทุนยังคงวิ่งไป จากถนนที่ลาดเอียงสู่ใจกลางเมืองอย่างช้าๆ

คนขับคือพี่ฮิเมโกะ
ถึงจะไม่ได้อยู่ในชุดนอน แต่ก็เป็นพี่ฮิเมโกะคนเดิมที่ฉันรู้จัก

สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมก็คือ ลูกประคำศาสนาคริสต์ที่สะท้อนแสงอยู่บนหน้าอกของเธอ

 

“นี่เซตซึมิ... ฉันขอพูดอะไรอย่างนึงนะ”

“จากนี้ไป ไม่ว่าเธอจะเลือกอะไรล่ะก็….”

“สุดท้ายแล้ว ก็จงอย่าปิดกันหัวใจของตัวเองเด็ดขาด”

“พูดเรื่องอะไรน่ะ”

“ตอนนี้ ยังไม่ต้องคิดมากหรอก”

“ฉันคิดว่าถ้าเป็นเธอล่ะก็คงไม่เป็นไร .... สุดท้ายแล้วเธอต้องยิ้มออกมาได้อย่างแน่นอน”

หรือว่านี่ อาจจะเป็นสิ่งที่เธอกล่าวถึงเมื่อตอนแรก... สิ่งที่เธอเรียกมันว่า ‘เวทย์มนต์’

 

 

 

 

จบบท "เพื่อใครซักคน"

 
 

edit @ 20 Apr 2011 21:54:40 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet