Sky

posted on 15 Apr 2011 00:58 by planetdream

บนฟ้า

 

จากทางด่วนหนึ่งสู่อีกทางด่วนหนึ่ง...

ตั้งแต่พวกเราออกมาจากชั้น 7 เวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 7 ชั่วโมงแล้ว
วิวรอบๆในตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยภูเขา

คำว่า “Fuji Skyline” ปรากฏอยู่บนป้ายข้างทาง บ่งบอกว่าพวกเราใกล้มาถึงที่หมายแล้ว

 

**เป็นเส้นทางไปยังภูเขาไฟฟูจิ

 

ซักพัก พอรู้ตัวอีกที ท้องฟ้าจากที่เคยแจ่มใสไร้เมฆก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ายามเย็นที่มืดครึ้ม

“….ฝนเริ่มตกซะแล้วสิ”

 

 

พอฉันมองขึ้นไป สายฝนก็เริ่มโปรยลงมาจากท้องฟ้าสีดำ

“รอแป๊ปนะ เดี๋ยวพี่ไปเอาหลังคาขึ้นก่อน”

“อ๊ะ อืม”

พี่สาวเลี้ยวรถจอดข้างทาง และเริ่มค้นอะไรบางอย่างที่หลังรถ

หลักจากนั่งรอท่ามกลางฝนที่ตกปรอยๆได้ซักพัก

 

 

“...มีหลังคาด้วย”

“ก็นะ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”

พอพี่สาวพูดจบเธอก็ปิดหน้าต่างทั้งด้านซ้ายและขวา และรถเปิดประทุนก็กลายเป็นเหมือนรถธรรมดาทั่วไป

นี่คงเป็นคำตอบของปริศนาที่ฉันเคยสงสัยว่าเวลาฝนตกจะทำยังไง

 

 

และยูนอสก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

ฝนเริ่มตกหนักขึ้น บดบังทรรศนียภาพด้านหน้าให้กลายเป็นสีขาวขุ่น

แม้จะเป็นเวลาเพียงช่วงเย็น แต่เมฆฝนสีดำสนิทก็ทำให้ท้องฟ้ามืดจนแทบจะเชื่อว่าเป็นตอนกลางคืน

...หืม?

ฉันสัมผัสได้ว่ามีอะไรเย็นๆตกลงมาบนหัว พอมองขึ้นไปบนเพดานรถ ก็เห็นหยดน้ำจำนวนหนึ่งกำลังหยดลงมา

“โทษทีนะ ยังไงซะมันก็เก่าแล้วน่ะนะ”

ตามความหมายนั้น เพดานรถเริ่มรั่วมากขึ้น และฝนเองก็คงไม่หยุดตกไปอีกซักพัก

“เซตซึมิ เอาไอนี่บังหัวไว้”

“อ๊ะ? อืม…”

พี่สาวให้ผ้าขนหนูผืนใหญ่มาผืนหนึ่ง ฉันรับมันมาบังหัวไว้ตามที่บอก

 

 

“....แล้วพี่ฮิเมโกะล่ะ?”

“ไม่เป็นไร อีกอย่าง ฉันว่าอีกเดี๋ยวก็คงหยุดตกแล้ว”

“….”

“งั้น ฉันก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน”

แม้เธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฉันก็รู้ดีว่าคงมีผ้าขนหนูแค่ผืนนี้ผืนเดียว

ถึงเธอจะเป็นฝ่ายห่วงว่าฉันจะเปียก แต่ฉันกลับเป็นห่วงพี่ฮิเมโกะมากกว่า

ฉันจึงลองยื่นผ้าขนหนูให้เธอ แต่ทว่า...

“หยุดนะ เซตซึมิ”

“เอ๋?”

น้ำเสียงและสำนวนเวลาพูดของเธอเปลี่ยนไป สีหน้าจริงจังที่เธอแสดงออกมาเป็นครั้งคราวปรากฏอยู่บนใบหน้า

“แต่ แบบนั้นพี่ฮิเมโกะก็...”

“ตัวฉันเปียกนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก…”

“แต่ว่า...”

“...แต่ถ้า…”

“แกทำให้เซตซึมิเป็นไข้ล่ะก็ ฉันไม่ยกโทษให้แน่”

...แกทำให้เซตซิมิ? พี่สาวกำลังพูดอยู่กับใครกันนะ

 

 

ฝนกลางเดือนสิงหา เริ่มตกหนักขึ้นกว่าเดิม

อากาศเริ่มหนาวขึ้นและดูเหมือนฝนนั้นจะไม่หยุดตกเอาง่ายๆ

“อย่ามาดูถูกกันนะ”

“ฉันไม่ได้ใส่ชุดนี้มาเพื่อล้อเล่นกันเฉยๆนะ”

พี่สาวพูดพึมพำเหมือนกับกำลังพูดกับตัวเอง

ที่บอกว่าตัวเปียกนั้นฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเธอไม่ได้หมายถึง’ตัว’เปียก

 

 

รถเปิดประทุนยังคงออกวิ่งต่อไป ฝ่าห่าฝนที่โถมเข้ามา

ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดครึ้ม พวกเราก็เข้าสู่เส้นทางสาย ฟูจิ สกายไลน์

 “ถ้าหนาวล่ะก็ บอกพี่นะ”

“อืม ไม่ต้องห่วงหรอก”

ฉันที่มีผ้าขนหนูคลุมหัว ตอบพี่ฮิเมโกะที่ตัวเริ่มเปียกจากฝนที่ซึมเข้ามา

...ถ้าเราจอดพักหลบฝนที่ไหนซักที่คงดีกว่า…

แม้จะเป็นคำแนะนำที่ไม่เลว แต่ฉันก็ลังเลที่จะบอกเมื่อเห็นสีหน้าของพี่ฮิเมโกะในตอนนี้

 

 

หญิงสาวที่กำลังขับรถอยู่ตอนนี้ไม่ใช่พี่ฮิเมโกะที่ฉันเคยรู้จัก

เป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบ.... กับพี่ฮิเมโกะที่ไม่ได้อยู่ในชุดนอน

 

 

-----------------------

 

 

พอพวกเราขับรถไปซักพัก ฝนก็หยุดตก

 

 

และถ้ามองขึ้นไป ก็จะเห็นพระจันทร์ดวงใหญ่ก็ลอยอยู่บนฟ้า

“เดี๋ยวอีกซักพักก็จะถึงฟูจิโนมิยะกุจิ แล้วนะ”

พี่สาวพูดขึ้นขณะที่พวกเราออกจากถนนบนเขาสู่ที่ที่ดูว่างๆที่หนึ่ง

 

 

และแล้วยูนอสก็หยุดวิ่ง พอมองไปรอบๆ ก็จะเห็นป้ายที่บอกว่าที่นี่เป็นลานจอดรถประจำ สถานีที่ 5

ฉันเคยได้ยินมาว่าฤดูนี้เป็นฤดูปีนเขาสำหรับนักปีนเขา

แต่ดูเหมือนจะเป็นเพราะสภาพอากาศแย่ ลานจอดรถนี้เลยมีรถอยู่แค่ประปราย

เสียงเปิดประตูรถดังขึ้นตามมาด้วยเสียงปิด

 

 

“เอ้า ชาอู่หลง กำลังอุ่นๆเลยล่ะ”

“อืม ขอบใจ…”

ในมือถือชากระป๋องที่ซื้อมาจากตู้ขายของอัตโนมัติ พวกเรานั่งทานข้าวกล่องที่เหลือจากเมื่อตอนเที่ยง

“ฮิๆ ถึงจะเย็นแล้วก็ยังอร่อยดีเนอะ”

“อืม”

สุดท้าย ดูเหมือนพวกเราจะต้องค้างคืนกันที่นี่

แต่พอพวกเราออกมาจากรถ พี่สาวกลับพูดว่าที่นี่แหละคือที่หมาย...

ไม่ใช่ว่าพี่สาววางแผนว่าจะขึ้นไปให้สูงกว่านี้หรอกหรอ?

“…ยังอยากไป... ให้สูงกว่านี้อีกไหม”

“นั่นสินะ ยังไงดีนะ…”

พี่สาวตอบลอยๆ ในขณะที่มือข้างหนึ่งถือครีอกเกตไว้

จริงๆแล้ว จากที่พวกเราสามารถขับรถขึ้นมาจากข้างล่างจนถึงบนนี้ พอดูจากป้ายข้างลานจอดรถก็สูงกว่า 2400 เมตรแล้ว

แต่จากนี้ไป มีแค่ทางสำหรับปีนเขาขึ้นไปเท่านั้น

แม้พวกเราจะไม่ได้วางแผนกันไปให้ถึงยอดเขา แต่พี่ฮิเมโกะที่เป็นคนไข้บนชั้น 7 คงไม่มีแรงพอที่จะปีนเขาขึ้นไปได้

ถึงแม้ว่าเธอจะบอกว่าอยากจะไปให้สูงกว่านี้ก็ตามที...
ฉันจะห้ามเธอดีไหมนะ?

เสียงปิดประตูรถดังขึ้น

“เอ๋?”

อยู่ๆ พี่สาวก็เปิดประตูรถและเดินออกไป

ฉันรีบตามเธอไปเพราะเป็นห่วงว่าจะเป็นไปตามที่คิดไว้

 

 

พอมองออกไป พี่สาวยังคงอยู่ข้างๆรถ สายตามองขึ้นไปบนฟากฟ้าหลังฝนยามค่ำคืน

ฉันตกใจนิดๆ และพลางคิดไปว่าเธอจะเริ่มปีนเขาขึ้นไปทันทีโดยไม่พูดอะไร

และเหมือนพี่สาวจะเดาได้เมื่อเห็นฉันกำลังลำบากใจ

“จะว่าไป ก่อนหน้านี้...”

“พี่เคยพูดไว้ว่า อยากมีเพื่อนต่างวัยใช่ไหม?”

“อ๊ะ.. อืม”

ใช่แล้ว นั่นเป็นเรื่องแรกที่เธอพูดขึ้นก่อนเรื่องต้นสัปปะรด

“นั่นน่ะ... บางทีพี่อาจจะโกหกไปนิดหน่อยก็ได้นะ”

“…โกหกหรอ?”

“จริงๆแล้ว แทนที่จะบอกว่าอยากได้เพื่อนต่างวัย...”

“บอกว่า เพราะเป็นเธอฉันเลยอยากเป็นเพื่อนด้วย จะดีกว่านะ”

น้ำเสียงของพี่สาวบ่งบอกว่าเธอพูดออกมาจากใจจริง และสิ่งที่เธอบอกมานั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันพอจะรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว

“เหตุผลล่ะ?”

“อืม.... เป็นคำถามที่ตอบยากแฮะ แต่ถ้าให้พูดตรงๆล่ะก็....”

“เป็นแค่ความรู้สึกนะ เหมือนอยู่ๆก็คิดว่าใช่ล่ะมั้ง”

ฉันคิดว่าฉันเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะมันดูคล้ายกับความรู้สึกเวลาฉันตอบพี่จิฮิโระไป

และจากตอนนั้น ที่ฉันเคยถามพี่สาวไปว่า ‘เห็นฉันแล้วนึกถึงใครขึ้นมาหรือเปล่า....’

...พี่สาวบอกฉันไว้ว่า ‘ก็ส่วนหนึ่ง’ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นเธอบอกว่าเป็นความลับ

บางที เหตุผลนี้อาจจะเป็น’ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง’ก็เป็นได้

“นี่เซตซึมิ ขอถามอะไรซักอย่างได้ไหม”

“ได้สิ”

“ถ้าหากว่า คนที่สนิทกับเธอมากที่สุดค่อยๆอ่อนแอลง อ่อนแอลง”

“เธออยากจะอยู่ข้างเขา คอยดูแลเขาไปตลอดไหม”

“…..”

“หรือว่าเธอ... อยากให้ก่อนที่เธอจะรู้ตัว คนๆนั้นก็ได้จากไปเสียแล้ว”

ฉัน...กำลังคิดหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถามเหล่านั้น

และหลังจากที่ทำความเข้าใจในแบบตัวฉันเองแล้ว....

“….ฉันเองก็ไม่รู้”

นั่น เป็นความรู้สึกจริงๆของฉัน

“พี่คิดว่า พี่อยากอยู่เคียงข้างคนๆนั้นตลอดนะ”

“แต่ถ้าพี่ได้กลายเป็นคนๆนั้นขึ้นมา กลับรู้สึกตรงกันข้าม...”

“พี่ไม่อยากให้ใคร อยู่เคียงข้างทั้งนั้น…”

“มันขัดแย้งกันนะ”

“ใช่แล้วล่ะ”

“คนที่จากไป และคนที่เหลืออยู่.... ไม่มีทางที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พบกันอีกหรอก”

แม้ฉันจะสามารถทนรับความเจ็บปวดของตนเอง... ก็ใช่ว่าจะสามารถทนเห็นคนอื่นเจ็บปวดเพราะฉันได้

บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่พี่สาวกำลังจะบอกหรือเปล่านะ? เพราะแบบนั้นพี่สาวจึงไม่อยากเจอพวกเขา ทั้งพี่จิฮิโระ ทั้งพี่สาวที่เจอกันที่ทะเลเมื่อตอนนั้น

ถ้างั้น ทำไมถึงเป็นฉันกันล่ะ?

ทำไมพี่สาวถึงเลือกฉันกันล่ะ จะบอกว่าถ้าเป็นฉันก็ไม่มีปัญหาแบบนั้นหรอ?

“เรื่องที่พูดมา เป็นสิ่งที่พี่พึ่งรู้สึกตัว หลังจากตกลงไปในหลุมลึก”

“แต่ถึงอย่างนั้น แม้จะตะโกนบอกออกไปว่าตรงนี้มีหลุมลึกซักแค่ไหน….”

“เสียงของคนที่ตกลงไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะส่งมาถึงผู้คนที่อยู่บนข้างบนได้”

นั่นคือเหตุผลอย่างนั้นหรือ?

ถ้าแบบนั้น สิ่งที่พี่สาวตั้งใจจะบอกฉันว่า ฉันเองก็เป็นคนที่ตกลงไปเหมือนกัน เสียงของพี่สาวเลยส่งมาถึงฉัน แบบนั้นหรอ…?

“เธอน่ะ ไม่ใช่หรอก”

“เอ๋?”

“เธอน่ะแค่กำลังตกลงมา... ยังมีโอกาสที่จะปีนกลับขึ้นไปได้อยู่”

“….”

“….ถ้าเกิด ถึงเวลาที่ปีนขึ้นไปไม่ไหวล่ะ?”

“นั่นน่ะ... เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องคิดเอาเองแล้วล่ะ”

แล้วสิ่งที่ผ่านๆมา... เป็นสิ่งที่พี่ฮิเมโกะคิดเอาไว้แล้วอย่างนั้นหรอ?

… หลังจากตกลงไปในหลุมลึกก็เลิกที่จะสวดมนต์ขอพร.... และบางทีก็อาจเปลี่ยนเป็นคำสาปแช่ง

“ปาโตราซุสนี่ ดีจริงๆเลยนะ...”

“สามารถไปกับเนลโลที่ตนเองรักด้วยกันบนสวรรค์ได้”

“แถมเนลโลยังไม่ต้องทนเหงาอยู่คนเดียวด้วย....”

 

 

---------------------

 

 

แม้ฉันจะเป็นถึงศาสตราจารย์หรือผู้รอบรู้อะไร ฉันก็คงตอบเธอไม่ได้

ในเวลานี้ ถ้าฉันเป็นแพทย์ของโบสถ์คริสต์จริงๆล่ะก็
ถ้าฉันเป็นออกัสติน หรือ เจโรมล่ะก็

“….บางทีฉันอาจจะตอบอะไรเธอได้บ้าง”

“...งั้น ช่วยบอกหนูทีสิ...”

“...พระเจ้าน่ะ....อยู่ที่ไหนหรอ?”

“เอ๋?”

“แม้หนูจะไปขอพรท่านที่โบสถ์ แต่เหมือนกับว่าท่านก็ยังไม่ได้ยิน...”

พระเจ้าอยู่ที่ไหนหรอ?
คำถามนั้นทำเอาปากชองฉันขยับแทบไม่ออก

“ขอโทษนะ... พี่ไม่รู้หรอก”

“...งั้นหรอ... แม้แต่พี่สาวปรมาจารย์ผู้รอบรู้ก็ยังไม่รู้”

หลังจากนั้น เธอก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงและมองไปทางหน้าต่าง

“หรือว่าอยู่บนท้องฟ้า…งั้นหรอ?”

 

 

ขณะพูด เธอก็มองขึ้นไปยังท้องฟ้าผ่านหน้าต่างที่เปิดได้เพียง 15 เซนติเมตร
ท้องฟ้าที่แสงสว่างเริ่มส่องประกายในความมืด

“นี่ พี่สาวคะ…”

“หนู... อยากไปบนดาดฟ้าค่ะ”

“ดาดฟ้าหรอ?”

“ค่ะ ถ้าขอพรได้จากที่ๆสูงกว่านี้ล่ะก็....”

“บางทีท่านอาจจะได้ยินหนูก็เป็นได้นะ พระเจ้าน่ะ”

“…..”

“….ไม่ได้หรอคะ?”

“เปล่า... ได้สิ”

ฉันพยุงเธอไว้ พวกเราทั้งสองพากันเดินขึ้นไปยังดาดฟ้า

ปกติแล้วข้างบนนี้เป็นสถานที่ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยเข้า

แต่สำหรับฉันขอแค่เพียงตอนนี้เท่านั้น...

สำหรับอาโลอาที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อเธอได้นอกจากซื้อไอศกรีมให้.... สำหรับผู้รอบรู้ที่ไร้ซึ่งพลัง ไม่สามารถตอบอะไรให้เธอได้ซักอย่าง....

ไม่มีอะไรที่ฉันพอจะทำได้เลย...

 

 

ท้องฟ้าสีน้ำเงินอมม่วงกำลังแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีขาวของยามเช้า

สถานที่อ้างว้างที่ไม่มีใครพบเห็น

ลมที่พัดผ่านบางครั้งก็ทำให้รั้วกั้นที่สูงกว่าเพดานที่ชั้น 7 สั่นไหว

“ที่นี่ ทำให้รู้สึกดีจังเลยนะคะ”

เธอพูดเบาๆเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง จากนั้นเธอก็หยิบลูกประคำคริสต์จากกระเป๋าเสื้อขึ้นมา

ลูกประคำนั้น อันที่ฉันเคยให้เป็นของขวัญแก่เธอ

“ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ก็คงไม่นับว่าเป็นเวทย์มนต์สินะคะ”

จากนั้นเธอก็กุมมือทั้งสองเข้าด้วยกัน... หันไปทางทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นและเริ่มเปล่งเสียงออกมา

 

 

“….พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ…”

“….โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้แพ้การประจญ...”

บทสวดนี้เป็น...บทสวดที่ฉันเคยสอนเธอมาก่อนหน้านี้ บทสวดส่วนหนึ่งจากบทภาวนาแด่พระบิดา

อย่างไรก็ตาม เด็กคนนี้ก็ดูเหมือนจะยังไม่รู้ความหมายของบทสวดเหล่านั้น

บทสวดแห่งการไถ่บาป...ไม่ใช่เวทย์มนต์ที่วิเศษวิโสอะไรเหมือนที่เธอคิดซักหน่อย...

“พี่สาวคะ คิดว่าท่านได้ยินหนูหรือยัง?”

“….”

คำถามนั้น แม้แต่จะพยักหน้าตอบ... ฉันก็ยังทำไม่ได้...

ฉัน...ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนนิ่งอยู่เงียบๆ

‘...มันไม่มีประโยชน์หรอก...’ บางทีฉันควรจะตอบเธอแบบนั้น...

หรือฉันควรจะพูดเกี่ยวกับการชดเชยบาปในศาสนาคริสต์...

 

 

หรือจะให้ฉันบอกเธอว่า... ‘หนูควรจะขอบคุณพระเจ้า ที่ให้หนูมีชิวิตอยู่บนโลกนี้มาแปดปี’ กันล่ะ...

“นี่ พี่สาวคะ.. มาขอพรด้วยกันเถอะค่ะ”

ฉันได้แต่พยักหน้าเงียบๆ...

จากนั้น ฉันจึงเริ่มขอพรเหมือนกับเด็กสาวข้างๆ

ขอพรสู่ท่องฟ้าเบื้องบนที่อยู่สูงขึ้นไป...

 

 

อากาศยามค่ำคืนที่ยังคงหลงเหลือ ท้องฟ้าสีขาว เหล่าจักจั่นที่เริ่มส่งเสียร้อง วันที่เป็นฤดูร้อนปกติเหมือนเช่นทุกวัน...

ฉันขอพรให้เด็กสาวจากดาดฟ้าบนชั้น 7

 จากที่ปกติครึ่งหนึ่งได้ขอเพื่อที่จะยกโทษให้แก่ฉัน.... แต่ตอนนี้พรทั้งหมดนั้นฉันขอเพื่อเด็กสาวคนนี้

ขอพรจากพระเจ้า....ที่คงจะฟังฉันจากที่ไหนซักแห่ง

“……”

ทำไมกันนะ...น้ำตาถึงไหลออกมา

“ทำไมถึงร้องไห้ล่ะคะ”

“จะ...จะร้องไห้... ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ...”

“ตะ...ตอนนี้น่ะถึงจะร้องไห้ก็ไม่..เป็นไรหรอก...”

“นั่นเป็นคำพูดของใครหรอคะ? พระเยซูหรอ?”

 

 

ไม่ใช่.... นั่นเป็นคำพูดของฉันเอง....

 

 

ถ้าหาก... ฉันเป็นนักบวชละก็...
ถ้าหาก...คำพูดของฉัน....ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งบรรเทา หรือเครื่องรางอะไรละก็....

ถ้าหากมันเป็นเวทย์มนต์จริงๆละก็...

 

 

 

 

...เหล่าผู้คนที่จากไป และเหล่าผู้คนที่เหลืออยู่

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันเท่าไร อาโลอาก็ไม่สามารถแทนที่ปาโตราซุส

 

 

ฉันได้เรียนรู้ว่าตัวฉันมันอ่อนแอเพียงใด...

 

 

 

 

-----------------

 

 

ยามเช้าคลืบคลานเข้ามาสู่สถานีที่ 5 ของภูเขาไฟฟูจิ

พวกเราลุกออกมาจากรถ ยืดเส้นยืดสายกันซักพัก

“นี่ เซตซึมิ...”

“คิดว่าเขาอยู่ไหนกันหรอ”

“จู่ๆก็....ถามอะไรกันน่ะ”

“พระเจ้าหรืออะไรทำนองนั้นน่ะ”

“….”

“ไม่รู้สิ พี่น่าจะรู้มากกว่าฉันไม่ใช่หรือไง”

“...นั่นสินะ... ฉันน่าจะรู้สินะ...”

หลังจากที่พี่สาวคิดอยู่ซักพักนั่นเอง...

“คงอยู่ข้างบนนั่นล่ะมั้ง”

 

 

พี่สาวพูดและมองขึ้นไปบนฟ้า
ท้องฟ้าสีครามยามฤดูร้อนที่กว้างไพศาลไร้ซึ่งจุดจบ

“ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้กว่านี้... คงไม่ได้ยินจริงๆงั้นสินะ...”

พี่สาวพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเริ่มเดินไปทางสำหรับปีนเขา

ฉันรู้สึกได้ว่าเธอคงปีนขึ้นไปจริงๆ แต่....

ป่านนี่แล้ว นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย

“เอาจริงหรอ”

“……”

“เป็นข้อห้ามไม่ใช่หรอ... ในคาธอลิกน่ะ”

“แค่คนที่เคยนับถือ ไม่เกี่ยวซะหน่อย”

จากนั้นพี่สาวก็หยุดเดินและหันกลับมา

 

 

“โทษทีนะ เซตซึมิ”

“มีบางเรื่อง ที่ถ้าไม่บอกออกไป... พี่เองก็คงไม่สบายใจ”

“บอกใครงั้นหรอ”

“แน่อยู่แล้วไม่ใช่หรอ พระเจ้าพวกนั้นไง อยากไปต่อว่าอะไรให้ฟังนิดหน่อย”

ต่อว่าพระเจ้า?
เอาจริงงั้นหรอ?

“หรือว่านั่น... คือสิ่งสุดท้ายอย่างนั้นหรอ?”

“ใช่... นี่เป็นสิ่งสุดท้ายแล้ว”

พี่สาวตอบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเริ่มเดินไปยังทางปีนขึ้นภูเขา

…ตอนนี้....ฉันควรจะหยุดเธอดีไหมนะ?

หรือบางที...ฉันควรจะช่วยดันเธออยู่ข้างหลังดีนะ?

ฉันไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี... สิ่งที่ฉันทำได้มีแค่... คอยอยู่ข้างๆเธอเท่านั้น...

 

 

-------------------

 

 

ดวงอาทิตย์สูงขึ้นไป เหล่าจักจั่นส่งเสียงร้องหนวกหูโดยไม่กลัวความสูง

“แฮ่ก แฮ่ก... ลำบากกว่าที่คิดแฮะ”

 

 

พวกเรายังคงเดินไปต่อบนทางปีนเขา

เดินซักพักค่อยหยุดพัก แล้วค่อยเดิน ค่อยหยุดพัก.... สลับกันไป

บางครั้งก็มีนักปีนเขาเดินนำแซงเราไปอย่างรวดเร็วในขณะที่พวกเราค่อยๆปีนอย่างช้าๆสู่ ‘ที่สูงๆ’ จุดหมายของพี่ฮิเมโกะ

พวกเราเดินขึ้นมาเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง และพึ่งผ่านสถานีที่ 6 ไปไม่นานนัก

“ไหวหรือเปล่า”

“คะ...คิดว่าพี่ไหวไหมล่ะ”

แน่นอนว่าไม่ เสียงหอบของเธอเริ่มดังถี่ขึ้น

ถึงแม้ฉันจะเป็นคนแบกอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อมาก็ตาม...

รู้กันดีกว่าพี่ฮิเมโกะเป็นคนไข้บนชั้น 7

แม้ว่าจะดูร่าเริงและแข็งแรงดีและแม้ว่าจะเดินได้โดยไม่ต้องใช้เก้าอี้รถเข็น แต่นั่นก็เป็นผลมาจากที่พี่สาวยังอายุไม่มากนั่นเอง

ถึงแม้จะไม่ได้ทำอะไรผิดปกติ แต่พี่สาวกำลังอยู่ใกล้ กับ‘ความตาย’

“....”

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”

“ถ้าอยากจะพูดอะไร ก็พูดมาเลยสิ”

“กลับกันเถอะ”

“…..”

“...พูดให้ชัดๆกว่านี้หน่อยสิ”

“เอ๋?”

“ถ้าอยากจะพูด ก็สั่งพี่มาเลยว่า ‘กลับกันได้แล้ว’ สิ”

“….”

“กลับกัน…ได้แล้ว”

“….”

“….ดูเหมือนพี่คงจะทำตามไม่ได้จริงๆนั่นแหละ”

จากนั้น ขาของเธอก็เริ่มเดินขึ้นไปอีกครั้ง

....ตอนนี้....ฉันควรจะทำอย่างไรดีนะ

บอกให้พี่สาวกลับไปก็ไม่ได้ ฉันทำได้แค่เพียงมองเธอเฉยๆงั้นหรอ

“….”

“งั้น ฉันจะช่วยดันพี่เอง…”

จากนั้นจึงเริ่มใช้มือผลักหลังพี่ฮิเมโกะ

เพื่อที่จะให้พี่สาวได้ปีนขึ้นไปง่ายขึ้นซักนิด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพลาดกับทางที่ชัน นั่นเป็นการช่วยเธอในแบบของฉัน

“หยุดนะ เซตซึมิ”

“ไม่”

“ถ้าเธอบาดเจ็บขึ้นมา จะทำยังไงล่ะ”

“ฉันน่ะ... ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นซะหน่อย”

“งั้น...กลับด้วยกันเถอะค่ะ”

“นะ...นั่นก็...”

 

 

ระหว่างที่พี่สาวกำลังปีนขึ้นไปช้าๆ

พวกเราโต้ตอบกันแบบนี้วนไปวนมา...

จนในที่สุดขาทั้งสองข้างก็หยุดลง... เป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกกลัว...

ช่วงเวลาที่ฉัน....ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี…

 

 

 

จบบท "บนฟ้า"

 
 

edit @ 20 Apr 2011 21:54:30 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet

Visit <a href="http://Soft-group.com/hire-e-commerce-developers">this Web site</a> and you will find dependable software outsourcing company that will assist you to attain your aims.

#2 By AllieHarrington (103.7.57.18|91.201.64.16) on 2012-12-13 08:11