Roadster

posted on 06 Apr 2011 21:56 by planetdream
รถเปิดประทุน
 
 
 

ภายนอกหน้าต่างคือแสงแดดอันเจิดจ้า

แม้จะเป็นแค่ช่วงเช้า แต่อากาศที่ร้อนของวันก็บ่งบอกถึงเวลาช่วงกลางฤดูร้อนได้เป็นอย่างดี

 

 

ฉันกับคุณแม่ไม่ได้คุยกันมาตั้งแต่เมื่อคืน

จริงๆแล้ว ฉันกลัวที่จะไปคุยกับท่าน กลัวว่าฉันจะเป็นฝ่ายนึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปจนร้องไห้เสียเอง

...ฉันคงต้องไปขอโทษพี่ฮิเมโกะ

ฉันรู้สึกผิดที่จะต้องทำแบบนั้น แต่ฉันเองก็ไม่อยากให้คุณแม่ต้องเสียใจไปมากกว่านี้

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เซตซึมิ ลูกตื่นหรือยัง”

...คุณแม่?

และตามมาด้วยเสียงลูกบิดประตู

เป็นช่วงเวลาก่อนที่คุณแม่จะออกไปทำงาน

“เรื่องเมื่อวาน แม่ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ...”

“งั้น นี่จ้ะ เอาไปทานด้วยกันกับพี่เขานะ”

“เอ๋?”

ท่านพูดและยื่นกล่องอาหารกลางวันสำหรับสองคนมาให้

“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะจ๊ะ”

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แม่ตัดสินใจไปแล้วล่ะ”

“…..”

“ลูกเป็นลูกสาวคนสำคัญของแม่ก็จริง แต่...”

“ชีวิตของลูกแม่บังคับไม่ได้หรอกจ้ะ”

เธอพูดอย่างนุ่มนวล ด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนเหมือนเช่นเคย

“เพราะฉะนั้น สำหรับแม่แล้ว...”

“แค่แม่ช่วยให้ลูกยิ้มอย่างมีความสุขได้แม้เพียงนิดเดียว ก็พอแล้วจ้ะ”

“.... คุณแม่คะ....”

 

 

ฉันเดินไปโรงพยาบาล ในมือถือถุงที่ใส่อาหารกล่องสำหรับสองคน

 

 

เวลายังเช้าอยู่มาก

ทันใดนั้น ฉันก็หยุดเดินตรงหน้าโรงเรียนแห่งเดิม ดูเหมือนเด็กๆคงยังไม่มากัน

“….”

ฉันยืนจ้องบาร์โหนอันเดิมเหมือนเช่นเคย

ซักพักฉันก็ค่อยๆยื่นมือออกไป

“…อึก...”

ใส่แรงไปที่แขนเพื่อดึงขึ้น และถีบพื้นออกไปเต็มแรง

รู้สึกร่างกายลอยอยู่บนอากาศพักหนึ่ง ก่อนที่จะตีลังกาไปโดยรอบ...

 

 

ไม่ได้ทำแบบนี้มากว่าเดือนแล้วหลังจากตอนนั้น

ฉันยึดจับบาร์ไว้และมองไปรอบๆ  จากบนที่ๆสูงกว่าเดิมเล็กน้อย

 

 

แม้แขนจะเริ่มสั่นจากการรับน้ำหนักของตัวเอง แต่โลกที่ฉันเห็นก็คือ....

โลกที่ฉันยังปกติดีเหมือนคนอื่น เป็นคนในบนโลกที่ทุกคนใช้ชีวิตประจำวันปกติเช่นทุกวัน

...แต่... นั่นก็คงเป็นแค่เพียงโลกที่ลวงตา

...ใช่ว่าฉันจะได้รับการ ‘ยอมรับ’…

ฉันรีบเดินออกจากโรงเรียนเพื่อมุ่งไปยังโรงพยาบาล เพราะเป็นห่วงว่าเธอกำลังรอฉันอยู่

 

 

“ขอโทษที่ให้รอค่ะ”

“จ้ะ ยังจอดไว้ที่ลานจอดรถด้านหลังเหมือนเคยนะ”

“อืม เข้าใจแล้ว”

ฉันตอบพร้อมกับรับกุญแจรถมา

จากนั้นฉันจึงบอกข้อความที่พี่ฮิเมโกะฝากมาให้

“พี่เขาบอกมาว่า ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย”

“ครั้งสุดท้าย? พี่สาวพูดแบบนั้นหรอ”

“อืม พี่เขาฝากฉันให้มาบอกพี่น่ะ”

“งั้นหรอ...อย่างนั้นสินะ...”

พี่จิฮิโระพูดเบาๆกับตัวเองเพียงแค่นั้นด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย

“ทำไมถึงเป็นเธอก็ไม่รู้นะ...”

ฉันรู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นแฝงไปด้วยความเศร้า ความโดดเดี่ยวที่ถูกพี่สาวทอดทิ้งถึงขนาดนั้น

เหมือนกับคำถามที่เธออยากถามจริงๆแล้วคือ “ทำไมถึงไม่ใช่ฉันล่ะ…”

“…เพราะเป็นคนดี และอ่อนโยนยังไงล่ะ…”

“เอ๋?”

“พี่จิฮิโระนะต่างออกไป”

“…ต่างออกไป?”

“ใช่ ต่างออกไปจากพวกเรา...”

“ขอโทษนะ... แต่พี่ไม่เข้าใจหรอก”

“อืม... แม้แต่ฉันเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน”

ทำไมฉันถึงพูดออกไปแบบนั้นกันนะ...

ไม่รู้แม้แต่เหตุผล

แต่ตอนนี้...
ฉันก็เริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึกของพี่ฮิเมโกะขึ้นมาบ้างแล้ว

“แต่ว่านะ ถึงแม้จะต่างกัน แต่ฉันก็เป็นน้องสาวของพี่นะ”

“กว่า 20 ปีที่โตมาด้วยกัน พวกเราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรอ”

“….”

“พี่จิฮิโระ….”

เธอเริ่มร้องไห้

ภาพของหญิงสาวซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือที่สุภาพอ่อนน้อม เป็นชาวคริสต์คาธอกลิกที่เคร่งครัด และเป็นพี่สาวแสนอ่อนโยนที่ฉันรู้จักได้หายไป

...กลายเป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่อ่อนแอคนหนึ่ง

“ทั้งๆที่ฉัน...สวดมนต์อธิษฐานเพื่อพี่สาวมาโดยตลอด...”

“………..”

พี่จิฮิโระยังคงร้องไห้

และสิ่งที่ฉันทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือค่อยๆลูบหลังปลอบเธอเบาๆ

ฉันไม่รู้ว่าจะพูดหรือทำยังไงดี

ที่ก่อนหน้านี้ที่พี่ฮิเมโกะพูดว่าคนเราน่ะ มีทางเลือกอยู่แค่สามทาง

บางที่พี่ฮิเมโกะคงไม่อยากให้พี่จิฮิโระเป็นอาโลอาก็เป็นได้....

“ขอโทษนะ... ที่มาให้เห็นอะไรแบบนี้...”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอก”

 

 

จากนั้นฉันจึงออกไปหาพี่ฮิเมโกะ

ในมือขวาถือกุญแจรถที่ได้รับมาจากพี่จิฮิโระ ส่วนมือซ้ายถือถุงข้าวกล่องที่คุณแม่ทำมาให้

จนตอนนี้ ฉันก็ยังไม่รู้ว่า สิ่งสุดท้ายนั้นคืออะไร แม้แต่จะไปที่ไหนกันเธอก็ไม่ได้บอกฉันมา

 

 

ณ ลานจอดรถ ฉันกำลังรอพี่ฮิเมโกะที่อีกซักพักคงมาถึง

 

 

รถ ยูนอส ที่ฉันเคยนั่งไปเมื่อวันก่อน ก็ยังคงถูกล้างจนเงาเหมือนเช่นเคย

พี่จิฮิโระหรือไม่ก็ผู้หญิงที่ได้ไปเจอกันที่ชายหาดเมื่อคราวนั้นคงเป็นคนดูแลมันให้

ตอนที่ฉันกำลังยืนคิดไปพลางๆอยู่นั่นเอง...

“โทษนะ รออยู่ใช่ไหม”

ในที่สุดพี่ฮิเมโกะก็มาถึงพร้อมกับหยิบกุญแจรถไปจากฉันเหมือนเป็นเรื่องปกติ

แต่ชุดที่เธอใส่แตกต่างออกไปจากทุกที

เหมือนจะเป็นชุดทำงานสำหรับช่างล่ะมั้ง ลักษณะเป็นชุดติดกับกางเกงยาวสีขาวทั้งชิ้น และเป็นชุดที่แม้แต่จะยอว่าน่ารักก็คงจะไม่เหมาะเท่าไร

“ชุดนั่นมันอะไรกันน่ะ”

“อ๋อ วันนี้ต้องเป็นชุดนี้แหละ”

“ตัวฉันในชุดนอนตอนนี้คงไม่มีความหมายหรอก”

ทั้งๆที่ปกติแล้วไม่ว่าทำอะไรเธอก็จะใส่ชุดนอนอยู่ตลอด

หรือว่าวันนี้เธอไม่ได้ไปในฐานะคนไข้บนชั้น 7 กันนะ

เสียงปิดประตูรถดังขึ้น

“เซตซึมิ เข้ามานั่งสิ”

“…อืม”

ฉันขึ้นไปนั่งในรถ พอพี่สาวเห็นว่าฉันใส่เข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย เธอจึงเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

“งั้น จะไปล่ะนะ…”

 

 

พอมองขึ้นไป พระอาทิตย์ก็ลอยตระหง่านอยู่บนเหนือหัว บ่งบอกถึงวันที่ร้อนอีกวันหนึ่ง

ภายใต้ท้องฟ้านั้น ล้อรถเริ่มหมุนและยูนอสก็ค่อยๆวิ่งออกไป

พวกเราจะไปที่ไหนกันและจะไปทำอะไรกันนั้นฉันเองก็ยังไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะยังไง...

การขับรถครั้งสุดท้ายของพี่ฮิเมโกะก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

 

รถเปิดประทุนสีแดงกำลังเร่งความเร็ว สีแดงที่มันเงาสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามขณะแล่นไปตามถนน

ในขณะที่ภาพวิวรอบๆที่คุ้นเคยกำลังไหลผ่าน เสียงเครื่องยนต์ก็ดังออกมาเป็นจังหวะกลบเสียงแซงแซ่ของเหล่าจักจั่นไปจนสิ้น

ขับผ่านสี่แยกด้านหน้าของโรงพยาบาล ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงถนนใหญ่

 

 

“แล้วตกลง... พวกเราจะไปที่ไหนกัน?”

“ที่ๆสูงๆ”

“…ฉันกำลังหมายถึงสถานที่หรือชื่อของมันน่ะ”

“อันนั้น พี่ก็ยังไม่รู้”

“เอ๋?”

เหนือความคาดหมายเล็กน้อย

ถึงฉันจะชินกับคำพูดของพี่ฮิเมโกะที่ทำให้ฉันประหลาดใจอยู่ทุกที แต่แบบนี้..

“หรือว่าพี่จะ... ขับรถไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรอ?”

“มันก็... ต่างกันนิดหน่อยล่ะนะ”

“ตามที่บอกไปนั่นแหละ ขับไปที่สูงๆยังไงล่ะ”

มันก็ยังเป็นคำตอบที่ดูไม่ชัดเจนอยู่ดี

“ก็นะ รอไปถึงถนนทางหลวงก่อนค่อยตัดสินใจแล้วกัน”

พี่เขาตัดสินใจไปแล้ว หรือมันเป็นสิ่งที่ตัดสินใจกันง่ายๆกันแน่นะ?

นอกจากนี้ถึงจะกำหนดที่หมายแล้ว แล้วเส้นทางที่จะใช้ไปล่ะ?

ไม่มีระบบนำทาง และถึงพี่สาวปกติจะนั่งดูแผนที่อยู่ตลอดก็จริงแต่เหมือนวันนี้เธอจะไม่ได้นำมันมาด้วย

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเราก็ไม่หลงหรอกนะ”

“ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะ”

“ก็เพราะฉัน.... จำเส้นทางในญี่ปุ่นได้หมดแล้วน่ะสิ”

คำตอบนั้นพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องปกติ

มันเป็นไปได้หรอ?

ใช่ว่าฉันจะสงสัยหรือแคลงใจอะไร แต่สำหรับฉันมันยังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อพอสมควร

“นอกจากนั้น ตอนนี้นะ สิ่งที่พี่อยากได้ไม่ใช่ทั้งระบบนำทางและหมอรักษาหรอกนะ”

“แล้ว อยากได้อะไรล่ะ?”

“นั่นสินะ...”

หลังจากที่พี่สาวคิดไปซักพักหนึ่ง

“ปรมาจารย์คร๊อกเกตไง”

“…..”

“....ยังพูดแบบนั้นอยู่อีก....”

 

 

รถเปิดประทุนยังคงวิ่งไป จากเมืองสู่ชานเมือง จากนั้นบรรยากาศของต้นไม้เขียวขจีก็เข้าครอบคลุม

พวกเราเริ่มลดความเร็ว และเริ่มกินอาหารที่คุณแม่ทำมาให้ในมือขณะขับรถไปด้วย

 

 

“แต่ว่านะ เซตซึมิ...”

“เก่งจังนะที่ขอให้ที่บ้านของเธออนุญาตให้ออกมาค้างคืนข้างนอกได้น่ะ”

“….อืม”

“แล้วก็นะ ที่บ้านของเธอน่ะ...”

“เขาคิดว่าฉันเป็นใครกันหรอ?”

“….”

“ผู้ป่วยธรรมดาจากชั้นอื่นหรอ หรือเป็นนางพยาบาลกันล่ะ”

พี่ฮิเมโกะดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างดี ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็คงเป็นไปตามที่เธอคิดไว้

“...ฉันบอกพวกท่านว่าพี่เป็นคนไข้บนชั้น 7”

“หืมม? ไม่เลวนี่นา สงสัยจะต้องมองเธอใหม่แล้วมั้ง”

“แต่ว่านะ...ดูเหมือนจะยังพูดว่าเกลียดไอนี่ไม่ออกสินะ ใช่ไหม?”

เธอพูดขณะมือของเธอกำลังถือมันฝรั่งทอดอยู่

“….”

“งั้นเดี๋ยวพี่สาวจะช่วยบอกวิธีแก้ง่ายๆให้นะ”

“มีด้วยงั้นหรอ?”

“ใช่ ง่ายมากเลยล่ะ...”

“ก็แค่...เธอต้องชอบมันให้ได้ยังไงล่ะ”

มันก็จริงแต่ว่า...

“…อย่าพูดเรื่องที่ทำยากแบบนั้นสิ”

“อ้าว งั้นหรอ พี่ว่ามันง่ายกว่ารักษาโรคของเธอให้หายเยอะเลยนะ”

“….”

พี่สาวพูดถูก ถ้าโรคของฉันรักษาหายได้ล่ะก็ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงไปเอง

คุณแม่จะได้หายเศร้าและกลับมายิ้มอีกครั้ง มือที่เคยแดงจะได้หายไปและกลับมามีเล็บที่ถูกทาตกแต่งอย่างสวยงามอีกครั้ง

ฉันเข้าใจดี...
แต่ถึงจะเข้าใจ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันสามารถแก้ไขได้ด้วยพละกำลังของตัวฉันเพียงคนเดียว

เปรียบเทียบกันแล้ว การหันไปชอบมันฝรั่งทอดซะคงจะเป็นเรื่องง่ายกว่า

 

 

พวกเรายังขับรถต่อไป ท้องฟ้าเจิดจ้าสะท้อนให้เห็นจากกระโปรงหน้าสีแดงของรถ

จากนั้นพอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด ถนนใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

“ซักพักพวกเราก็จะเข้าทางหลวงแล้วนะ...”

พอพี่สาวพูดเธอก็หยุดรถตรงข้างทาง

 

 

“ตัดสินใจได้แล้วหรอ ว่าจะไปที่ไหน?”

“เปล่า กำลังลังเลอยู่น่ะ…”

พอไม่รู้อะไรนอกจาก “ที่สูงๆ” แล้วฉันก็คงไม่อาจเข้าใจได้ว่าพี่เขากำลังลังเลอะไร

“ถ้าพูดถึงที่สูงๆก็คงเป็นภูเขาไฟฟูจิล่ะมั้ง”

“ภูเขาไฟฟูจิงั้นหรอ!?”

พี่สาวพูดออกแบบนั้นจริงๆ ถ้าหูฉันไม่ได้ฝาดไป

“ก็นะ สูงที่สุดในญี่ปุ่นแล้วนี่นา”

นั่น พูดล้อเล่นกันใช่ไหมเนี่ย

ภูเขาไฟฟูจิ สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,766 เมตร ซึ่งทุกคนก็เข้าใจกันดีว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น

เท่าที่ฉันรู้มาคือแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนแต่ยอดเขาก็ยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ และมีแต่นักปีนเขามืออาชีพเท่านั้นที่จะกล้าปีนในช่วงฤดูหนาว

“งั้น ไปกันเลยไหม ไปภูเขาไฟฟูจิ”

“ไม่ว่าจะมองยังไง นั่นมันก็อันตรายไปนะ”

“รู้แล้วน่า พี่ไม่ได้โง่ซะหน่อย ไม่ได้คิดจะไปปักธงบนยอดเขาซะหน่อย”

“ถ้าแค่สถานีที่ 5 ล่ะก็ขับรถไปได้อยู่ เท่านั้นก็สูง 2000 เมตร แล้ว”

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องขับไปถึงภูเขาไฟฟูจิก็ได้นี่นา

อย่าว่าแต่พวกเราที่เป็นผู้ป่วยเลย แม้แต่คนธรรมดาก็ยังนับว่าเป็นการเดินทางที่ไกลพอสมควร

แถมพี่ฮิเมโกะยังเป็นคนไข้บนชั้น 7 อีกด้วย

“แถม ถ้าเทียบกับดาดฟ้าชั้น 7 แล้ว สูงกว่ากันตั้ง 100 เท่าแน่ะ”

ฉันฟังพี่สาวเงียบๆ

ถึงเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอตั้งใจจะกระโดดลงมาหรือเปล่า

ตอนนั้นที่พวกเราอยู่บนดาดฟ้า พี่สาวก็พึมพำว่า “เท่านี้ยังสูงไม่พอหรอกนะ” ตอนที่มองไปยังรั้วกั้น

 

“ก่อนอื่นก็....ต้องไปตามเส้นทางสาย 6 ก่อนจะขึ้นทางด่วนโตโฮคุ”

เธอพูดออกมาพร้อมกับบิดพวงมาลัยเลี้ยวและรถเปิดประทุนก็ออกวิ่งมุ่งสู่ทางหลวง

จากนี่ถึงภูเขาไฟฟูจินั้นระยะทางไกลเท่าไร ฉันเองก็เดาไม่ออก

สิ่งที่ฉันรู้ก็คือ

พี่ฮิเมโกะไม่ได้ล้อเล่น และดูเหมือนเธอจะรู้เส้นทางไปจริงๆ

 

 

จากทางหลวงวิ่งออกไปสู่ถนนที่ใหญ่กว่าเดิม และซักพักพวกเราก็ขึ้นทางด่วน

รถที่มาจากเลนขวาแซงผ่านพวกเราไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับคราวก่อน บางทีอาจเป็นเพราะพี่สาวต้องการขับรถแบบปลอดภัย

ในที่สุดพวกเราก็เข้าสู่ที่ๆมืตึกสูงมากมาย ดูเหมือนพวกเราจะเข้าสู่ย่านโตเกียวแล้ว

 

 

“จากแยก อิตาบาชิ พวกเราจะไปเส้นอิเคะบุคุโระกันนะ”

จากเส้นทางที่มีแต่ทางตรง ตอนนี้เปลี่ยนเส้นทางคดเคียวมากมาย

และรถที่มีมากกว่าเดิมจนทำให้เราต้องขับช้าลง

“รถที่ผ่านไปเมื้อกี้คือ ออดี้ ล่ะ”

“ก่อนหน้านั้นก็ ปาเจโร่ รุ่นใหม่ของรุ่นจีโอมาสเตอร์”

** รุ่นของรถ Mitsubishi


พี่ฮิเมโกะเรียกชื่อต่างๆของรถที่แซงผ่านไปเป็นระยะ

“แปลกจังเลยเนอะ”

“พอได้มาอยู่บนชั้น 7 ฉันกลับชอบรถมากขึ้นกว่าเดิม”

เธอพูดพร้อมกับหักพวงมาลัยให้เข้ากับโค้งยาวข้างหน้า

สีหน้าของพี่สาวดูเศร้า แต่ก็ดูชวนคิดถึงอะไรบางอย่างอย่างบอกไม่ถูก

“เธอน่ะ ชอบรถไหม?”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“ถ้าไม่เป็นไร พี่ให้ไอนี่เอาไหม”

เธอใช้มือที่ว่างอยู่ชี้ไปที่รถของตัวเอง

“เป็นไง ช่วยรับไปได้ไหม?”

“…..”

หลังจากคิดอยู่ซักพัก ฉันก็ส่ายหน้า

นอกจากเรื่องที่ไม่มีใบขับขี่แล้ว ฉันยังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันควรจะรับ

“งั้นหรอ ทุกคนปฏิเสธฉันหมดเลยแฮะ”

 

 

“จากทางด่วน โตเกียว ไกคัง จะเข้าทางด่วนโทเมยล่ะนะ”

เธอพูดพร้อมกับหักพวงมาลัยจนรถกระตุกนิดๆ

ฉันรู้สึกว่าพี่ฮิเมโกะดูแปลกไปจากเดิม นอกจากชุดที่เธอใส่อยู่แล้ว สีหน้าของเธอยังดูจริงจังกว่าทุกที

ภูเขาไฟฟูจิ ที่สูงๆที่พวกเราถ่อกันมาถึงที่ แน่นอนว่าความสูงของชั้น 7 นั้นเทียบไม่ได้เลย

เธอตั้งใจจะกระโดดลงไปหรือเปล่านะ?

และสิ่งที่อยากทำ 10 อย่างก่อนตายนั่น

สิ่งที่สุดท้ายนั้นคืออะไรกันแน่นะ

 

 

จบตอน "รถเปิดประทุน"

 
 

edit @ 20 Apr 2011 22:01:39 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet