Half A Prayer

posted on 15 Mar 2011 23:26 by planetdream

คำอธิษฐานครึ่งเดียว

 

 

 

 ‘ซ่า’

“อ๊ะ ว่ะหวา”

“เดี๋ยวเถอะ อยู่เฉยๆสิ”

“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่มันจั๊กจี้นี่นา”

ณ ห้องอาบน้ำบนชั้น 7 วันที่สองของการอาบน้ำประจำสัปดาห์ของผู้ป่วย

“อ๊ะ หวา แม้แต่ฉันเองก็พลอยเปียกไปด้วยหรอเนี่ย”

“อ่ะ.. ขอโทษค่ะ”

“ฮะๆๆ ไม่เป็นไรหรอกจ้า เดี๋ยวพี่อาบน้ำไปด้วยเลยแล้วกัน”

แม้จะมีคนบอกว่ากว้างก็จริง แต่ถ้าเทียบกับห้องน้ำตามบ้านแล้ว ก็ไม่ได้กว้างกว่ากันมากนัก

พอมีคนสองคนแช่น้ำอัดกันอยู่ในอ่าง อ่าบอาบน้ำก็ดูแคบลงทันตา

“พี่คะ ยังไม่เสร็จอีกหรอคะ”

“ยังจ้ะ ขอล้างแชมพูอีกแป๊ปนึง เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

“ค่า”

เด็กสาวหลับตาปี๋คอยฉันล้างแชมพูออก

การพูดคุยโต้ตอบกันแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติระหว่างเราทั้งสอง

 

 

 

“เอาล่ะ ต่อไปก็ได้เวลาของร้านตัดผมฮิเมโกะแล้ว”

ฉันตัดถุงขยะให้เป็นรูกลมๆและคลุมตัวเด็กหญิงโดยให้หัวของเธอลอดออกมาและให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้พับ

ถ้าวันไหนไม่มีลมพวกเราก็จะไปตัดผมกันบนดาดฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเราจะตัดผมกันในห้องมากกว่า

พวกเราผู้ช่วยนั้นต้องเป็นได้ทั้งคนสวน คนทำความสะอาด และบางครั้งก็ต้องเป็นทั้งช่างตัดผม

‘แกร๊กๆ ฉับๆ กริ๊บ’

“เป็นไงบ้าง พี่ลองแต่งผมด้านหน้าให้น่ะ”

“อืมก็... ดูแปลกๆนิดหน่อยค่ะ...”

“ตายจริง ไม่ชอบให้ตัดตรงหรอ”

“เปล่าค่ะ... แต่หนูคิดว่ามันสั้นไปหน่อย...”

“โธ่ ประมาณนี้ก็น่ารักดีออก ใสๆแบบเด็กๆไง”

“อู... รู้สึกอายนิดๆยังไงไม่รู้”

กลิ่นหอมๆของมินต์จากแชมพูโชยออกมาจากผมที่ยังเปียกปอน ฟุ้งไปทั่วห้องนอนเล็กๆ

เด็กน้อยนั่งอยู่บนเก้าอี้พับที่ปกติแล้วฉันจะเป็นคนนั่ง ใบหน้าของเธอที่โผล่ออกมาจากถุงขยะบ่งบอกถึงความไม่พอใจ

บนพื้นเต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์ที่ถูกกางออก มันคือร้านตัดผมเล็กๆทีมีเพียงกระจกมือแค่ 2 บาน

หลังจากนั้นไม่กี่วัน

ถ้าสังเกตให้ดีล่ะก็ จะรู้ว่าเป็นช่วงเข้าสู่กลางเดือนสิงหาแล้ว แต่วันนี้ฉันกับเด็กผู้หญิงคนนี้ก็ยังอยู่ที่นี่เหมือนเช่นทุกวัน

เสียงสัญญาณจากปรอทวัดไข้ดังขึ้น

“เอาล่ะ ขอปรอทวัดไข้คืนหน่อยจ้ะ”

“ค่า”

ฉันหยิบปรอทวัดไข้จากปากของเธอและอ่านตัวเลขที่ปรากฏ

“เท่าไรหรอ”

“36.2 องศา อื้ม ปกติดีจ้ะ”

“งั้น..วันนี้ก็ไปกินไอศกรีมที่สวนอีกหรอคะ?”

“ไม่ใช่จ้ะ วันนี้พี่มีแผนอื่นน่ะ”

“แผนอื่นหรอคะ?”

“งั้น ก่อนอื่นก็เริ่มจากไอนี่แล้วกัน”

ฉันตอบพร้อมกับหยิบถุงกระดาษที่เอาติดมือมาด้วย แผนที่ว่าส่วนนึงอยุ่ในถุงนี่

“นั่นคือ อะไรหรอคะ?”

“พี่เอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เปลี่ยนจ้ะ”

“เอ๊ะ แต่หนูพึ่งได้ชุดนอนใหม่ไปเมื่อกี้นี้เองนิคะ”

“ฮิ ฮิ ฮี่ ไม่ใช่ชุดนอนหรอกนะ”

ฉันค่อยๆหยิบมันขึ้นมาเพื่อให้ดูตื่นเต้นก่อนที่จะให้เธอเห็นเต็มๆ

ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่ฉันก็อุตส่าใช้เงินสำหรับเดือนนี้ไปกว่าครึ่งเพื่อซื้อมันมา แถมใช้เวลากว่าสองชั่วโมงกว่าจะเลือกมาได้

“แต่น แต๊น”

“อ๊ะ เสื้อเดรสนี่นา”

“เป็นไง ชอบใช่ไหมล่ะ”

“ชอบค่ะ ชอบ”

เด็กสาวพยักหน้าหลายครั้งอย่างตื่นเต้นมีความสุข

มันเป็นเสื้อเดรสชิ้นเดียวที่มีสีขาวและแต่งแต้มด้วยลายดอกทานตะวัน

“เอาล่ะ ถ้าเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วละก็ เดี๋ยวออกไปกันเลยนะ”

“ออกไปคือ... ไปข้างนอกหรอคะ?”

“ใช่จ้ะ ไปเข้าโบสถ์ไงล่ะ”

ฉันตอบพร้อมกับค่อยๆถอดกระดุมเสื้อนอนของเธอออก ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นเธอเองที่บอกว่าอยากลองไปเข้าโบสถ์ดู

“ความจริง ใส่ชุดนอนไปก็คงได้ แต่ก็....”

“น่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เนอะ?”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่สาว”

 

  

 

แสงแดดที่แผดเผาและเสียงร้องแซงแซ่ของเหล่าจักจั่น ดูเหมือนจะเป็นวันที่ร้อนอีกวันหนึ่ง

เราสองเดินไปด้วยกันภายใต้ท้องฟ้านั้น เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ออกมาจากโรงพยาบาล

แน่นอนว่าฉันคงพาเธอไปไหนไกลไม่ได้ แม้ว่าเธอจะขอให้พาไปก็ตาม

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นหรอก ไม่ว่าใครก็คง...

เพราะฉะนั้น โบสถ์ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก จึงเป็นที่เดียวที่ฉันสามารถพาเธอไปได้...

 

  

 

ไม่นานนักพวกเราก็มาถึง

ฉันค่อยๆเปิดประตูที่ฉันมักจะใช้ผ่านเป็นประจำ

  

 

 

“ไม่มีใครเลยหรอคะ?”

“ก็นะ สายป่านนี้แล้วนี่นา”

สีหน้าของเธอดูเกร็งๆนิดๆ บางทีนี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าโบสถ์แม้ว่าจะอายุได้ขนาดนี้แล้วก็ตาม

“ที่นี่ มีพระเจ้าอยู่งั้นหรอคะ?”

“อืม.. เป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกันนะ”

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันคงเป็นสถานที่ที่สร้างเพื่ออุทิศให้กับการสักการะแก่องค์พระเจ้า

อย่างน้อยฉันเองก็ตอบเธอไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่ที่นี่หรืออยู่ที่ไหนกันแน่

“แต่ถ้าเป็นที่นี่ พลังของเวทย์มนต์จะต่างจากที่อื่นใช่ไหมคะ?”

“อะฮะๆ ก็ ประมาณนั้นแหละมั้ง”

พวกเราเดินเข้ามาถึงแท่นบูชาและตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกัน

ฉันขอให้เด็กคนนี้มีความสุข

แม้อนาคตของเธอจะเหลืออยู่อีกไม่นาน แต่อย่างน้อยจนกว่าจะถึงตอนนั้น ฉันก็ขอให้เธออย่าได้เจอความเศร้าโศกเลย

ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง.... ขอให้ยกโทษให้ฉันด้วย ที่ปกปิดความลับกับเธอไว้มากมายเหลือเกิน

“เฮ้อ...”

“เป็นไง เสร็จแล้วหรอ?”

“ค่ะ”

“’งั้น กลับกันเลยไหม ไว้อยากมาเมื่อไหร่เดี๋ยวพี่พามาให้ นะ?”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

และในตอนนั้นที่เรากำลังจะกลับนั่นเอง...

“อ๊ะ พี่สาวคะ…”

“หืม?”

“…ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมแก่ท่าน....”

“…..”

“ฮิๆๆ หนูลองร่ายเวทย์มนต์ให้พี่สาวดูน่ะค่ะ”

รอยยิ้มอันบริสุทธิ์ปรากฏอยู่ตรงหน้าของฉัน เธอพูดพร้อมกับยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ

... แน่นอนว่า เธอคงไม่เข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านั้น

แต่กระนั้น ความรู้สึกที่เธอมอบให้มามันก็ทำให้ฉันมีความสุข

และ คำอธิษฐานอีกครึ่งหนึ่ง... ขอให้ยกโทษให้ฉันด้วย... ตัวฉันที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากซื้อไอศกรีมให้เธอนั้นช่างน่าเจ็บใจเหลือเกิน....

 

 

  

ด้านบนดวงอาทิตย์กำลังส่องแสง เสียงแซงแซ่ดังมาจากเสียงร้องของเหล่าจักจั่น

เป็นวันที่ร้อนขอฤดูร้อนไม่ต่างไปจากเมื่อวาน

แต่สี่งที่เปลี่ยนไปคือเด็กผู้หญิงคนนั้น

ก่อนหน้านี้เธอมักจะติดอยู่กับฉันตลอด แต่วันสองวันมานี่เธอได้เริ่มทิ้งระยะห่างทีล่ะนิด

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ”

 

  

 

“ค่ะ... อรุณสวัสดิ์....”

หลังจากทักทายกัน ฉันก็นั่งอยู่บนเก้าอี้พับประจำของฉัน

พอมองไปที่ถาดอาหารก็พบว่าเธอทานเสร็จแล้ว...

“โธ่ ทานเหลือเยอะอีกแล้วหรอ”

“...ขอโทษค่ะ”

วันสองวันมานี่เธอแทบจะไม่ได้ทานอาหารเลย

“ทานอาหารเหลือ ไม่ดีน๊ะจ๊ะ”

“แต่หนู... ไม่หิวนี่คะ”

ฉันถอยหายใจเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้น ไปกินที่โรงอาหารไหม?”

“….”

แม้จะชวนไปเธอก็ไม่ตอบกลับ ทั้งๆที่เมื่อก่อนแม้จะไม่ได้ไปกินไอศกรีมกัน เธอก็ยังอยากไปอยู่แท้ๆ

...การไม่ทานอาหาร สำหรับบนชั้น 7 นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

ผิดกับชั้นอื่นๆ ที่นี่จะไม่มีการให้น้ำเกลือที่มีสารอาหารอยู่เพียงพอ

ถึงส่วนประกอบนั้นจะมีน้ำตาลอยู่ แต่จุดประสงค์หลักของมันก็คือการทดแทนน้ำในร่างกาย

ที่ว่าเรื่องใหญ่นั้น มันหมายถึงความเป็นความตายของคนไข้

“นี่รู้ไหม? ถ้าหนูยังทำแบบนี้ต่อไป ร่างกายหนูจะอ่อนแอลงนะ”

“อ่อนแอลง….หรอ?”

“ใช่แล้ว ถ้าไม่ทานอาหารล่ะก็ ร่างกายก็ไม่มีแรงสิ”

“แล้ว... หลังจากนั้นล่ะคะ?”

“เอ๋?”

“ถ้าหนูร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นหรอคะ?”

“กะ...ก็...”

ฉันพูดอะไรไม่ออก

คำว่า ‘ตาย’ผุดขึ้นมาในหัวแต่ก็ติดอยู่ตรงลำคอ

ปกติแล้วการอธิบายเรื่องชีวิตและความตายจะเป็นหน้าที่ของทางโบสถ์ ส่วนพวกเราผู้ช่วยมีหน้าที่แค่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเท่านั้น

และที่นี่คือชั้น 7 สถานที่ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่ใช้ชีวิตมานานจนไม่ตระหนกต่อความตายที่ใกล้เข้ามา

แต่นั่น....ไม่ใช่สำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง... เด็กหญิงที่ยังไม่อาจบอกได้ว่าตนเองใช้ชีวิตมาเต็มที่แล้ว

แล้วใครล่ะจะไปกล้าพูดถึงเรื่องความตายต่อหน้าเธอได้กันล่ะ....

...ความจริงแล้วตอนนี้....

บางทีฉันควรจะพูดคำสอนจากพระเยซูคริสต์ของบาทหลวงออกัสตินให้เธอฟัน แต่....

สำหรับฉันที่อธิษฐานคำขอให้เธอได้เพียงแค่ครึ่งเดียว... ทำได้เพียงซื้อไอศกรีมให้เธอทาน....  ฉันน่ะหรอ....

  

 

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น กลางดึกคืนหนึ่ง

เด็กสาวยังคงทานน้อยเหมือนเดิม

ข้างๆเด็กสาวคือฉันที่กำลังนอนอยู่บนเตียงสำรอง

เสียงไอดังขึ้น

“เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่าค่ะ…”

  

 

 

กลางดึก ในห้องนอนโรงพยาบาลอันมืดสลัว เด็กสาวเริ่มไอค่อกแค่ก

สิ่งที่ฉันพอทำได้ตอนนี้คือคอยลูบหลังเธอเบาๆเท่านั้น

การไม่ยอมทานอาหารในไม่กี่วันมานี้ ทำให้ร่ายกายของเธออ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

และตอนนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเธอกำลังหลบหน้าฉัน

พอฉันพูดกับเธอ เธอก็แทบจะไม่ตอบ และบทสนทนาที่เธอมักจะเป็นคนเริ่มพูดก่อนก็ได้หายไป

ตอนนั้นเอง ที่อยู่ๆปากเธอก็เริ่มขยับ

“นี่... พี่สาวคะ”

“หนู... คืนนี่ให้ค่ะ”

“...ลูกประคำหรอ?”

สิ่งที่เธอหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอนคือสร้อยลูกประคำของศาสนาคริสต์ที่ฉันได้เคยให้เธอไป

“แล้วก็....อย่ามาที่นี่อีกเลยนะคะ”

“ทะ..ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”

“ก็เพราะ...”

ก็เพราะ.... และเธอก็เงียบไป

 เมื่อไม่กี่วันมานี้ เด็กสาวเริ่มแสดงท่าทีแปลกออกไป

ตอนนั้นเอง มีสิ่งหนึ่งที่ฉันนึกออก

“หนูเคยบอกพี่มาเมื่อไม่นานมานี้ใช่ไหม...”

“ที่บอกว่ามีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมาพูดคุยกับหนูน่ะ?”

“....ค่ะ”

“หรือว่านั่น...”

“เกี่ยวกับอะไรกับ’กฎ’หรือเปล่า”

“…..”

ไม่มีคำตอบได้ออกมาจากคำถามนั้น

แต่ฉันรู้สึกได้ว่าความเงียบนั่นไม่ได้ตอบปฏิเสธฉัน แต่เป็นการยอมรับ

ฉันเชื่อว่ามันเป็นแค่ข่าวลือ แต่...

ดูเหมือนว่า คำบอกต่อนั้นจะเป็นเรื่องจริง และดูเหมือนเด็กคนนี้จะรู้มันเข้า

“ช่วยบอกเรื่องที่คุยกัน....ให้พี่สาวฟังหน่อยได้ไหม?”

“ตะ...แต่ว่า...”

“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่จะเก็บไว้เป็นความลับอย่างแน่นอน”

“เขาบอกว่า... อย่าเล่าให้ใครฟัง...น่ะค่ะ”

“……”

สุดท้ายเธอก็เริ่มร้องไห้ ทั้งๆที่จนบัดนี้ฉันยังไม่เคยเห็นเธอร้องเลยซักครั้ง

‘กฏ’ ที่เมื่อก่อนฉันก็เคยได้ยินว่ามันจะถูกบอกต่อให้กับคนไข้ของชั้น 7 เท่านั้น

บางทีแล้ว มันอาจจะเป็นเรื่องจำเพาะสำหรับคนที่ต้องประสบกับความตายอยู่ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น ฉัน...จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้...

แม้ว่าจะสนิทกันเพียงใด ฉันก็เป็นได้แค่อาโลอา ไม่ใช่ปาโตราซุสที่สามารถตามเนลโลไปจนตายได้

สุดท้าย ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าคนๆหนึ่งที่ได้แค่ยืนมองอยู่ข้างๆ

“………..”

“ขอโทษนะ พี่....จะไม่ถามอีกแล้วล่ะ….”

ฉันก็แค่... ใช้มือลูบหลังเธอ...

เพียงเพื่ออีกซักพักเธอจะหยุดร้องไห้ เพียงเพื่ออีกซักพักเธอจะกลับมายิ้มให้ฉัน เพียงเพื่ออีกซักพัก....

เด็กสาวยังคงร้องไห้

แต่คำที่บอกต่อกันมานั้น ถ้าจะให้เดาก็พอจะเดาออก

อย่ากิน เพราะนั่นคือทางที่เร็วที่สุดที่จะพาไปสู่ความตาย

มันคือสิ่งที่พวกเราเหล่าผู้ช่วยต่างพากันสงสัย

คนที่มาบนชั้น 7 ที่เสียชีวิตไปเพราะโรคร้ายนั้นแทบจะไม่มีหรือมีก็น้อยมาก

และฉันก็ได้รู้ว่าที่บรรดาผู้ป่วยจะไม่ยอมทานอาหาร จนกระทั่งร่างกายอ่อนแอลงและเสียชีวิตเองนั้นเป็นเรื่องปกติ

....เหมือนกับไม่ใช่เพื่อตัวพวกเขาเอง

ที่พวกเขาทำแบบนี้ก็เพื่ออาจให้คนที่เหลืออยู่ได้รับผลกระทบน้อยลงไป ทั้งเรื่องการเงิน ทั้งเรื่องสภาพจิตใจ และอีกหลายๆเหตุผล

และฉันที่เริ่มสนิทกับเธอ ก็ได้ถูกเว้นระยะห่างไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

สำหรับคนที่กำลังจะจากไป มันอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของคนที่เหลืออยู่ก็เป็นได้

และยิ่งกว่านั้น ถ้าเธอได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับกฎพวกนั้นมาล่ะก็ เธอก็อาจจะรู้เรื่องที่ฉันกลัวมากที่สุดไปแล้ว

“นะ...นี่... พี่คะ...”

“คุณพ่อกับคุณแม่ อยู่ที่ไหนหรอคะ?”

“….”

“หนู.... กำลังจะตายหรอคะ?”

“ระ...เรื่องนั้น…”

คำพูดของฉันขาดหาย

“แค่นั้นหนูไม่เข้าใจหรอก…. ช่วยตอบหนูมาด้วยเถอะค่ะ”

ฉันกำลังจะพูดอะไรซักอย่าง แต่...

ฉันควรจะพูดอะไรซักอย่าง... โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้

แม้ว่าฉันควรจะรู้ว่าความความจริงใจนั้นเป็นอย่างไร...

แม้ฉันควรจะเป็นชาวคาธอลิกที่มีหน้าที่อธิบายเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและความตาย...

แต่กระนั้น ฉัน.... ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป

 

  

 

นอกหน้าต่าง คือท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เริ่มมีประกายแสงสว่างของยามเช้า

ภายในห้องนอนของโรงพยาบาลแคบๆ เสียงสะอื้นของเด็กสาวได้ดังก้อง

แม้ฉันจะเป็นถึงศาสตราจารย์หรือนายแพทย์อะไร ฉันก็คงตอบเธอไม่ได้

ในเวลานี้ ถ้าฉันเป็นแพทย์ของโบสถ์คริสต์จริงๆล่ะก็....

ถ้าฉันเป็นออกัสตินหรือเจโรมล่ะก็....

บางทีฉันอาจจะตอบอะไรเธอได้บ้าง....

 

 

 จบบท 'คำอธิษฐานครึ่งเดียว'

 
 

edit @ 20 Apr 2011 21:53:43 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet