Taboo

posted on 12 Mar 2011 23:14 by planetdream

ข้อห้าม

 


“นี่จ้ะ ข้าวกล่องของวันนี้”

“อืม งั้นหนูไปก่อนนะคะ”

 

ฉันเดินไปโรงพยาบาลพร้อมกับพกข้าวกล่องไว้ในมือเหมือนอย่างเคย

ดูเหมือนว่าแม้จะย่างเข้าสู่กลางเดือนสิงหาแล้ว อากาศก็ยังคงร้อนต่อไป

 

เสียงลิฟต์ดังขึ้น

 

 

ณ ชั้น 7
ฉันโค้งทักทายให้กับนางพยาบาลที่รู้จักคุ้นหน้ากัน

และพอมองออกไปตรงทางเดินก็จะเห็นผู้ป่วยเดินอยู่ประปราย

เนื่องจากเป็นเวลาหลังทานข้าวและวัดไข้ช่วงเช้า พวกเขาคงออกมาเดินเล่นกับผู้ช่วยเหลือ

ตอนนั้นเอง ขณะที่ฉันมองไปยังสายรัดข้อมือสีขาวของพวกเขา ฉันก็คิดขึ้นมาได้

ว่าในบรรดาผู้ป่วยบนชั้น 7 บางทีอาจจะแบ่งได้ออกเป็น สองประเภท

ผู้ป่วยที่เข้าใจชีวิตและปลงตกไปกับมัน อีกส่วนคือผู้ป่วยที่ดูยุ่งวุ่นวายกับอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา...

“อ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันคอยจับไว้ให้แล้วค่ะ”

พอได้ยินเสียงที่คุ้นหู ฉันจึงหันไปหาและเจอกับพี่จิฮิโระ ซึ่งเธอกำลังอยู่กับสาวสูงอายุคนหนึ่งบนรถเข็น

ดูเหมือนจะเป็นผู้ป่วยในการดูแลของพี่จิฮิโระ

“นี่หนู หลังจากนี้ยายขอไปเดินเล่นอีกรอบได้ไหม”

“นั่นสินะ รอให้แดดซาลงกว่านี้ แล้วไปเดินเล่นในสวนกันอีกรอบนะคะ”

เธอพูดกับผู้หญิงสูงอายุคนนั้นด้วยเสียงและใบหน้าอันอ่อนโยน

“จิฮิโระ วานหนูช่วยทำแบบทุกทีจะได้ไหม”

“ค่ะ ได้สิคะ”

ฉันกำลังคิดว่าถ้าเป็นพี่เขาล่ะก็คงต้องตอบตกอยู่แล้วลง ในตอนนั้นเองที่พี่สาวค่อยๆผสานมือเข้าด้วยกัน

“…และโปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ให้แพ้การประจญ…”

 

Note** เป็นท่อนต่อจากที่ฮิเมโกะกล่าวภาวนาให้กับเด็กสาวเมื่อบทที่แล้ว


และเธอก็เริ่มกล่าวบทภาวนาต่อจากนั้นไปอีกซักพัก

“นี่”

“อ๊ะ เซทซึมิหรอ..”

“พี่สวดภาวนาให้คนอื่นแบบนั้นอยู่บ่อยๆหรอ”

“จ้ะ เพราะการสวดภาวนาเพื่อผู้อื่น ถือเป็นสิ่งที่ดีนี่จ๊ะ”

พี่จิฮิโระตอบและยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเช่นเคย

แต่คำพูดนั้น ทำให้ฉันรู้สึกติดใจอะไรนิดหน่อย

....เพื่อผู้อื่น....

เพราะฉะนั้น... ฉันจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ

“ถ้างั้น จะสวดเพื่อตัวเองบ้าง ไม่ได้หรอ”

“ระ...เรื่องนั้น...”

เธอเงียบไป

ไม่มีคำตอบใดๆหลุดออกมาจากปากเธอ แม้กระทั้งรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็หายไป

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นพี่จิฮิโระเป็นแบบนั้น สีหน้านั่นบ่งบอกถึงความลำบากใจของเธอ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

 

 

พี่ฮิเมโกะกำลังนั่งดูแผนที่เหมือนครั้งก่อน

เธอหันมามองฉันที่เข้ามาในห้องซักพักก่อนที่จะทอดสายตากลับไปบนแผนที่นั้น

“สนุกหรอ”

“เห็นเป็นแบบนั้นหรอ”

“เปล่า”

ฉันตอบพร้อมกับเข้าไปนั่งข้างๆและมองดูแผนที่เหมือนกับเธอ

ทำแบบนี้ไม่ได้สนุกอย่างที่คิดไว้จริงๆ แต่ว่า...

แผนที่นี้มีความหมายยังไงต่อพี่ฮิเมโกะกันนะ

แม้จะเป็นผู้ป่วยบนชั้น 7 ที่เริ่มปลงกับชีวิตบางทีก็อาจจะหวั่นไหวเสียดายกับสิ่งที่เคยยึดติด

“ถ้าจะยกตัวอย่างแล้ว พวกเราก็เหมือนกับนักโทษประหารแหละนะ”

“เอ๋?”

 

 

“พวกเราถูกบอกว่าซักวันพวกเราจะต้องตายก็จริง แต่...”

“พวกเราก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร ก็เหมือนกับถูกเวลาบีบคั้นอยู่นั่นเอง”

นักโทษประหาร... พอพี่สาวพูดขึ้นมาฉันเองก็พอจะเห็นด้วย

เหมือนกับที่ฉันคิดไว้ตอนแรกว่าบนชั้น 7 จะมีผู้ป่วยที่ดูเหมือนกำลังยุ่งวุ่นวายกับอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เพราะพวกเขารู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย พวกเขาเลยพยายามที่จะใช้ชีวิต

และบางทีสำหรับมนุษย์เองแล้ว เวลาที่รู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต นั่นก็คือเมื่อเวลาที่พวกเขารู้สึกถึงความตาย

“สำหรับคนที่นั่งใจเย็นอยู่ได้ นั่นก็เพราะพวกเขาเตรียมใจเอาไว้แล้ว”

“หรือบางคนที่เสแสร้งว่าเตรียมใจได้”

“แล้ว พี่ฮิเมโกะล่ะ?”

“อย่างหลังล่ะนะ คนในช่วงวัยนี้ไม่มีใครเตรียมใจรับได้หรอก”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถ้าคิดว่าโกหกล่ะก็ พี่คงไม่มานั่งพูดถึงเรื่องสิ่งที่ทำสิบอย่างก่อนตายหรอกนะ จริงไหม”

เธอพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะทอดสายตามองไปที่แผนที่อีกครั้ง

ซักพักจึงหันมามองฉันที่กำลังจ้องมองแผนที่แบบเดียวกับเธอ

“เซตซึมิ... ผมเธอ ยาวแล้วนี่นะ”

“อ๊ะ? อืม คงงั้น…”

จะว่าไป มันก็ยาวขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเพราะเดือนนี้คุณแม่ยังไม่ได้ตัดผมให้เลย

“พี่ตัดให้เอาไหม”

“เอ๋?”

“มานี่ๆ เดี๋ยวพี่สาวตัดให้เอง”

อยู่ๆพี่สาวก็เสนอออกมาแบบนั้น เล่นเอาฉันจับต้นชนปลายไม่ถูกไปพักหนึ่ง

แต่พี่ฮิเมโกะก็เดินนำไปแล้ว ฉันเลยต้องเดินตามเธอไป

 

 

ซักพักพอเรามาถึงหน้าห้องพยาบาล เธอเดินไปหานางพยาบาลคนหนึ่ง

“นี่ พอดีจะขึ้นไปบนดาดฟ้าน่ะ ยืมไอนั่นหน่อยสิ”

“ได้สิ จะไปตัดผมกันหรอ”

“อื้อ วันนี้ไม่มีลมนี่เนอะ”

หลังจากที่เธอรับบางอย่างจากนางพยาบาลมา เธอก็เดินกลับมาที่ระเบียงทางเดิน”

“ทางนี้จ้ะ เซตซึมิ”

เดินไปซักพัก พวกเราก็หยุดตรงสุดทางเดิน

หรือพูดให้ถูกคือมันถูกปิดไว้ด้วยประตูเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งนำไปสู้บันไดหนีไฟอีกฝั่ง

จนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่คยใครเปิดมัน แต่ดูเหมือนทางนี้จะเป็นทางสำหรับขึ้นไปบนดาดฟ้า

“แต่น แต๊น ได้เวลาของกุญแจทำหน้าที่แล้ว”

เสียงประตูโลหะกระทบดังขึ้น

 

 

โลกที่ถูกอาบไปด้วยแสงสีขาวปรากฏขึ้นชั่ววูบหนึ่ง

พอตาของฉันปรับสภาพได้สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็คือ...

 

 

สายลมที่พัดผ่าน ท้องฟ้ายามฤดูร้อน รั้วกั้นสูงล้อมรอบ และพวกเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนที่ปลิวไปตามจังหวะของลม

“วันนี้อากาศดีจังเลยน้า เหมาะสำหรับการตัดผมจังเลยเนอะ”

พี่สาวพูดขึ้นขณะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

“พึ่งได้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกใช่ไหมล่ะ”

“อืม ครั้งแรกเลย”

“ก็นะ ปกติก็อย่างนั้นแหละ”

“มันเป็นสถานที่ที่เขาห้ามผู้ป่วยโรงพยาบาลขึ้นมาโดยเด็ดขาดนี่นะ”

แม้ไม่ต้องพูดว่าเพราะอะไรก็พอจะเข้าใจ

รั้วที่สูงพอๆกับเพดานที่ชั้น 7 เหตุผลที่ต้องสูงขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องนึกออก

“งั้น มาเริ่มตัดผมกันเถอะ”

“จะตัดจริงๆหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เห็นแบบนี่ก็เถอะ พี่สาวคนนี้ตัดผมโปรมากเชียวนะ”

เธอพูดและชี้ไปยังม้านั่งเล็กๆที่อยู่ภายหน้า

“งั้นก็ ก่อนอื่นก็เชิญนั่งก่อนจ้ะ”

จากนั้นพี่สาวก็หยิบถุงขยาสีขาวขนาดใหญ่ออกมา

“ต่อไปก็ สอดหัวเข้ามาทางนี้”

ดูเหมือนจะมีช่องขนาดใหญ่พอที่หัวจะลอดเข้าไปได้ตรงถุงขยะ สำหรับรองตัดผมด้วยกรรไกร

พอฉันสอดหัวเข้าไปตามที่บอก มันก็คลุมตัวฉันไว้เหมือนกับเวลาคลุมผ้าในร้านตัดผม

จากนั้นพี่สาวก็ยื่นกรรไกรมาตรงหน้าฉันพร้อมกับทำเสียง “แกร๊ก แกร๊ก”

“เอาล่ะ คุณลูกค้าจะเลือกทรงไหนดีคะ”

“คุณลูกค้า?”

“จะตัดสั้นทำทรงรับฤดูร้อนไหมคะ”

“…..”

“...แค่เล็มก็พอ”

“ฮะๆๆ ได้เลยจ้า”

ขณะที่หัวเราะเธอก็ค่อยๆหวีผมให้ฉัน จากนั้นพี่ฮิเมโกะก็เริ่มใช้กรรไกรตัดผมอย่างช่ำชอง

เสียงฉับๆของกรรไกรดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน รู้สึกเหมือนพี่สาวกำลังเล็มผมด้านหลังอยู่

...ถ้าเธอเกิดอยากลองทรงแปลกๆขึ้นมาล่ะก็คงแย่แน่ๆ...

ความคิดนั้นทำฉันกังวลนิดหน่อย ก่อนที่ฉันจะไปคิดเรื่องอื่นแทน

พี่สาวพุดไว้ว่าผู้ป่วยไม่สามารถขึ้นมาบนนี้ได้ เหตุผลนั้นฉันพอจะเข้าใจและยอมรับ

แล้วทำไมพี่สาวที่เป็นผู้ป่วยบนชั้น 7 ถึงขึ้นมาบนนี้ได้ล่ะ

หรืออาจจะเป็นเพราะเธอเคยเป็นผุ้ช่วยเหลือมาก่อน คนเลยไว้ใจเธอกันนะ

“นี่เซตซึมิ.... กำลังเป็นกังวลอะไรอยู่หรอ เกี่ยวกับทรงผมหรือเปล่า”

“อ๊ะ?”

“หรือว่า... เป็นเรื่องอื่นกันแน่”

“…..”

“….เรื่องอื่นน่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพี่ตอบให้เอง”

“ไม่ใช่เพราะเคยเป็นผู้ช่วยเหลือมาก่อน คนเลยไว้ใจหรอกนะ”

“งั้น... เพราะอะไรล่ะ”

“ก็นะ แม้แต่ยุคสมัยนี้....”

“มันก็ยังเป็นข้อห้ามของศาสนาคริสต์คาธอลิกอยู่ดีแหละนะ”

ตอนแรกฉันไม่เข้าใจว่าพี่สาวหมายถึงอะไร

...แต่ซักพักฉันก็นึกขึ้นได้....

ฆ่าตัวตาย

“แม้ว่าจะเป็นคนที่ ‘เคย’ นับถือคริสต์มาก่อนอย่างพี่ คนก็ยังไว้ใจอยู่สินะ”

“นั่นสิ มันทำให้นึกอยากจะทรยศความไว้ใจพวกนั้น แล้วกระโดดข้ามรั้วลงไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเนอะ”

พี่ฮิเมโกะก็ยังพูดในแบบที่ฉันเดาไม่ออกว่าพูดจริงหรือพูดเล่นเหมือนอย่างเคย

เหมือนจะล้อเล่นมากกว่าก็จริงแต่...

ถ้าหากว่า อยู่ๆเธอเกิดวิ่งไปที่รั้วกั้นขึ้นมา ฉันจะทำยังไงดีล่ะเพราะตอนนี้มีแต่ฉันที่อยู่บนนี้

พอคิดไปแบบนั้น มันก็ทำให้ฉันรู้สึกระแวงขึ้นมา

“เอาล่ะ ประมาณนี้ล่ะมั้ง”

“คุณลูกค้าคะ เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”

“อะ..อืม ขอบคุณ…”

ฉันตอบและรับกระจกถือมาส่องดูทรงผม

“หะ...ผมหน้าม้า...”

พอมองดูปุ๊ป ฉันก็เห็นผมด้านหน้าถูกตัดเป็นเส้นตรง เหนือคิ้วประมาณ 2 เซนติเมตร

...เหมือนพวกตุ๊กตาญี่ปุ่น หรือเด็กที่อยู่ในช่วงเทศกาลชิจิโงซังเลย

 

note* เทศกาลชิจิโงวัง (shichi-go-san) เป็นเทศกาลฉลองเด็กที่อายุครบ 7 (shichi), 5 (go) และ 3 (san) ขวบ


“น่ารักดีนะ เซท-ซึ-มิ”

“…..”

“อะฮะๆ ก็เธอมัวแต่ไปกังวลคิดเรื่องนั้นอยู่ได้นี่นา”

“เด็กผู้หญิงน่ะ ต้องใส่ใจเรื่องทรงผมของตัวเองนะจ๊ะ”

ในขณะที่ฉันยิ่งทำหน้าทุกข์ใจ พี่ฮิเมโกะก็ดูเหมือนจะมีความสุขมากขึ้น

ถึงจะพูดว่าจะดูเหมาะกับฉันหรือดูน่ารักยังไง แต่หัวเราะออกมาแบบนั้นใครจะไปเชื่อกันล่ะ

เฮ้อ...

ฉันถอนหายใจอย่างหน่ายๆ และถามสิ่งที่ยังคาใจอยู่ก่อนหน้านี้

“นี่... บางที....อาจจะน่ะนะ”

“เห็นฉันแล้ว...นึกถึงใครขึ้นมาหรือเปล่า?”

“เป็นคำถามที่...ตอบยากเหมือนกันนะนั่นน่ะ...”

เธอคิดอยู่ซักพักหนึ่ง...

“อืม.... ครึ่งนึงก็อาจจะใช่ล่ะมั้ง”

“แล้วอีกครึ่งล่ะ?”

“ความลับจ้ะ”

นี่ก็กลายเป็นความลับอีกอย่างไป

เหมือนกับเรื่องกฎเมื่อคราวที่แล้ว บางครั้งพี่สาวก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องบางเรื่อง

”เอาล่ะเสร็จแล้วก็ กลับกันดีกว่ามั้ง”

เธอเก็บกรรไกร และเราสองคนก็เริ่มทำความสะอาดร้านตัดผมของพี่ฮิเมโกะ

และในตอนที่ฉันคิดว่าเธอกำลังเดินกลับไปยังประตูที่เราเข้ามานั่นเอง...

อยู่ๆพี่สาวก็หยุดเดินและหันกลับมา

“อ๊ะ จริงสิๆ เกี่ยวกับสิ่งสุดท้ายน่ะนะ…”

“พี่คิดว่า คงจะได้เวลาแล้วล่ะ…”

สิ่งสุดท้าย? ได้เวลาแล้ว?

คงจะหมายถึงเรื่องที่พี่สาวเคยพูดก่อนหน้านี้  สิ่งที่อยากทำ 10 อย่างก่อนตาย

“คิดจะไปที่ไหนอีกหรอ”

“ใช่ ที่นี่น่ะคงไม่ไหวหรอก”

“เท่านี้ยังสูงไม่พอหรอกนะ”

เธอชี้ไปที่รั้วกั้นดาดฟ้า .. สูงไม่พอหรอ หรือว่าจะหมายถึงเวลากระโดดลงไป?

“อาจจะเป็นเรื่องที่เธอไม่รู้ แต่นี่เป็นครั้งที่สองของฉันแล้วนะ”

“เรื่องอะไรหรอ?”

“จำนวนครั้งที่ถูกพากลับเข้ามารักษาตัว เพราะว่าฉันพอจะรู้จักคนที่นี่ เลยได้อยู่ที่นี่มาตลอดหรอกนะ”

และเธอก็บอกฉันเรื่องที่ว่าถ้าได้เข้ามาเป็นครั้งที่ 3 นั่นคือครั้งสุดท้าย จะไม่มีครั้งที่ 4 อีก

“ดูเหมือนร่างกายฉันคงใกล้จะทนไม่ไหวแล้วล่ะนะ”

“แอบออกไปจากโรงพยาบาลก็เหมือนกัน คิดว่าคงทำได้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”

“….”

“ก็นะ ไปกลับภายในวันเดียวคงไม่ไหวแน่ๆ แต่จะไปด้วยกันไหมล่ะ”

 

 

ท้องฟ้าค่อยๆถูกย้อมกลายเป็นสีส้มอย่างช้าๆ

ยามที่แสงแดดจากพระอาทิตย์ค่อยๆจมลงไปสู่พื้นดิน และเสียงของเหล่าจักจั่นมินมินเซมิเลือนหายไปเป็นเสียงของเหล่าจักจั่นฮิกุราชิ

 

note* จักจั่น Minmin-zemi เป็นพันธุ์จักจั่นที่ร้องเสียง ‘minmin’ มักได้ยินในช่วงกลางวัน ส่วน Higurashi เป็นพันธุ์ที่ได้จะยินในช่วงเย็น-ใกล้ค่ำ ว่ากันว่าเป็นเสียงของมันแสดงถึงความเศร้าโศก

 


ฉันหยุดเดินลงเมื่อเดินมาถึงสนามบริเวณโรงเรียนที่เคยผ่าน

ไม่ได้ทำอะไร ได้แค่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าบาร์โหนที่ทำจากโลหะพลางคิดถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

“พี่สาวคะ พี่จะเล่นบาร์โหนหรอ”

อาจจะเพราะเห็นฉันยืนเงียบอยู่ตรงนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆเลยถามฉันไม่ผิดกับครั้งก่อน

“ไม่เป็นไรหรอก อย่าสนใจพี่เลย”

แม้คำตอบนั่นจะทำให้เด็กคนนั้นจะมองฉันอย่างสงสัยแต่ซักพักเด็กคนนั้นก็วิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่เล่นกันอยู่

ก่อนหน้านี้ ที่พี่ฮิเมโกะพูดไว้ว่า ไปกลับภายในวันเดียวคงไม่ไหว

จะไปไหนนั้นพี่สาวเองก็ยังไม่รู้ แต่เธอบอกให้ฉันขออนุญาตคุณแม่ให้เรียบร้อยซะก่อน

... ถ้าไม่เป็นไรล่ะก็ มาด้วยกันกับฉันสิ ....

“ไม่ได้บังคับหรอกนะ....”

แม้จะพูดออกมาแบบนั้น เราก็อยู่ด้วยกันมาเกือบเดือนแถมพูดไว้ว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้าย...

 

 

ฉันกับคุณแม่กินข้าวเย็นด้วยกันเหมือนเช่นเคย

 

 

บนโต๊ะคืออาหารจานเดิมและมันฝรั่งทอดแบบเดิม คุณแม่ดูมีความสุขเมื่อเห็นกล่องอาหารที่ว่างเปล่า

แม้จะเป็นมื้อเย็นที่เหมือนกับทุกครั้ง ในหัวฉันก็เต็มไปด้วยบทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

“นี่ คุณแม่คะ…”

“อะไรหรอจ๊ะ?”

“คือหนูถูกชวนให้ออกไปนั่งรถด้วยกันอีกน่ะค่ะ...”

“ว้าว ก็ดีนี่จ๊ะ ไปกับพี่ฮิเมโกะซังใช่ไหมล่ะ”

“ค่ะ... แต่คราวนี้เราจะออกไปค้างข้างนอก 1 คืน...”

“ดีแล้วจ้ะ ไม่เป็นไรหรอก”

ถึงแม้จะมีเรื่องน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นอยู่มากแต่คุณแม่ก็ตอบอนุญาติอย่างง่ายดาย

“งั้น เดี่ยวคุณแม่ทำข้าวกล่องให้อีกนะ”

“ค่ะ… ขอบคุณค่ะ…”

“ฮิๆ คราวนี้ก็จะพยายามสุดฝีมือเหมือนเคยเลยจ้ะ”

“อ๊ะ จริงสิ วันนี้ก็ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”

เธอพูดพร้อมกับยื่นจานที่มีมันฝรั่งทอดมาให้เหมือนเช่นเคย

“….”

“ตายจริง? เป็นอะไรไปหรอจ๊ะ ลูกชอบมันฝรั่งทอดไม่ใช่หรอ”

กลายเป็นเรื่องปกติ...ที่คุณแม่จะยื่นมันฝรั่งทอดมาให้ด้วยสีหน้าที่มีความสุข

แต่บนมือสองข้างที่ยื่นมานั้นไม่ใช่เล็บที่ทำเป็นสีชมพูเหมือนเคย แต่เป็นเล็บที่มีรอยแดงจ้ำ

มันฝรั่งทอดนั้น... สิ่งที่ฉันทำได้คือนั่งกินมันอย่างเงียบๆ  ไม่ว่าฉันจะเกลียดมันเท่าไร ขอแค่ยังทนกินได้ก็พอ

แต่นี่... ใช่ความจริงใจหรือเปล่านะ...

อยู่ๆฉันก็นึกคำพูดของพี่ฮิเมโกะขึ้นมาได้

แม้ผู้ที่ลงโทษเราอยู่จะไม่ยอมยกโทษให้กับฉัน...

ฉันก็ยังอยากบอกว่า “หนูขอโทษ” ทั้งกับคุณแม่และพี่ฮิเมโกะ

“คุณแม่คะ…”

ฉัน... พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อที่จะบอกมันออกไปซะที

“พี่ฮิเมโกะน่ะ.... เป็นคนบนชั้น 7 น่ะค่ะ”

“เอ๊ะ... ชั้น 7 นี่หมายถึง... อะไรหรอ”

“ที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ”

“หืม... อ๋อ พี่เขาเป็นนางพยาบาลหรอ”

คุณแม่คงคิดว่านั่นน่าจะใช่และเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น

“ผู้ป่วย...ของที่นั่นน่ะค่ะ”

“หืม?”

“ผู้ป่วย... บนชั้น 7 น่ะค่ะ”

“....เอ๋?....”

“ผู้ป่วยบนชั้น 7 หรอ?”

นานเหลือเกิน... ที่ความเงียบเข้าปกคลุม

เสียงจากโทรทัศน์นั้นกลายเป็นเสียงรบกวนที่เหมือนกับไม่ใช่คำพูดของมนุษย์

ในความเป็นจริง เวลาอาจจะผ่านไปไม่นานนัก แต่สำหรับฉันมันกลับรู้สึกว่านานเหลือเกิน

จนฉันเกือบจะคิดว่าเวลาได้หยุดเดินไปแล้ว

ฉันเริ่มกลัวว่าบางสิ่งบางอย่างอาจเปลี่ยนไปจนไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

 

 

คุณแม่เริ่มร้องไห้

รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านที่เคยมีอยู่ทุกครั้งเลือนหายไป มือที่กำลังจะเข้าไปจับมันฝรั่งทอดนั้นหยุดลง

เมื่อตอนนั้นคุณแม่ดูมีความสุขมากเมื่อท่านรู้ว่าฉันมีเพื่อน...

ถ้าฉันไม่ได้บอกความจริงนี้ออกไป คุณแม่ก็ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขอยู่เป็นแน่....

“มะ...ไม่ได้นะ เซตซึมิ อย่าไปอยู่กับเธอคนนั้นนะ...”

“แม่กลัวรู้ไหม...”

“กลัวว่าซักวันหนึ่งลูกอาจจะต้องเป็นแบบนั้นไป...”

“…..”

“...หนูขอโทษ…”

 

 

อย่างที่คิดไว้ ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อไปดี

….”นั่นไม่ใช่ความจริงใจหรอกนะ”….

คำพูดของพี่ฮิเมโกะที่มอบให้กับฉันตอนที่ได้แต่นั่งกินมันฝรั่งอยู่เงียบๆดังขึ้น

และเธอก็ยังเตือนฉันไปด้วยว่าการพูดความจริงออกไปนั้นมันลำบากแค่ไหน

 

 

 

จบบท "ข้อห้าม"

 
 

edit @ 20 Apr 2011 21:58:32 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet

ว่าจะโพสตั้งแต่ 4-5ปีที่แล้ว แล้ว
ชอบเรื่องนี้มาก

#1 By กกกกก (183.89.104.57|183.89.104.57) on 2015-01-18 00:42