Nello and Alois

posted on 23 Oct 2010 00:56 by planetdream
เนลโลและอโลอา
 
 
 

เดือนมิถุนายน
วันนี้เมฆขาวแผ่ปกคลุมไปทั่วทำให้ท้องฟ้าดูอึมครึม

 

 

“งานคราวนี้ต่างไปจากทุกที...”

ตัวฉันยืนอยู่ข้างหน้าโรงพยาบาล ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับคนไข้คนใหม่

 

 

ระหว่างทางเดินด้านในนั่นเอง ฉันก็ได้คุยกับคุณหมอท่านหนึ่ง

“เธอ... ไม่เป็นไรแน่นะ?”

“ค่ะ ดิฉันพร้อมทุกเมื่อค่ะ”

“อืม... ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ…”

ดูเหมือนเขาจะยังไม่ค่อยมั่นใจต่อคำยืนยันของฉันเท่าไรนัก

ตัวฉันที่ยังเป็นแค่นิสิตมหาวิทยาลัย มันจะไม่เป็นภาระหนักเกินไปหรอ?
นั่นคงเป็นสิ่งที่เขาเป็นห่วงอยู่ในใจ

“คนไข้น่ะ เป็น........ เธอทราบดีใช่ไหม?”

“แน่นอนค่ะ เพราะงั้น ดิฉันเลยขอรับหน้าที่นี้เองค่ะ”

ในขณะที่คุณหมอกำลังลังเล ตัวฉันก็ยังคงดึงดันต่อไป

หน้าที่ที่พูดถึงคือการเป็นอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยให้กับคนไข้คนใหม่บนที่พักผู้ป่วยของชั้น 7

“อ๊ะ ถ้าเป็นจดหมายรับรองจากทางโบสถ์ล่ะก็ ดิฉันเตรียมมาเรียบร้อยแล้วค่ะ”

ฉันพูดพร้อมกับยื่นซองจดหมายปิดผนึกให้ซองหนึ่ง

สำหรับที่นี่ นอกจากทางโรงพยาบาลจะเป็นคนตัดสินใจเองแล้ว ทางโบสถ์ก็ค่อนข้าง
จะมีอิทธิพลในเรื่องของการตัดสินใจอนุญาตสิทธิพิเศษต่างๆอีกด้วย

“ตกลง... งั้นเดี๋ยวผมขอไปแจ้งให้ผู้อำนวยการทราบก่อน”

“ขอบคุณมากค่ะ”

ฉันโค้งคำนับพร้อมกับเดินจากไป

 

 

ในจดหมายนั้นคือใบคำร้องขอเข้าเป็นผู้ช่วยบนชั้น 7

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร

ยิ่งกว่านั้นฉันเอง ก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยให้กับคนไข้ของชั้น 7 มาแล้วถึง 3 คน

ซึ่งถ้าคำนึงถึงอายุฉันแล้ว
ก็ถือได้ว่ามีประสบการณ์ในการเป็นผู้ช่วยสูงกว่าปกติจนเกือบถึงขั้นชำนาญแล้ว

แต่ที่แปลกไปคือ แม้ว่าตามโรงพยาบาลทั่วไปจะมีคนอาสาสมัครมากแค่ไหนก็ตาม
ก็จะไม่มีใครที่กำลังเป็นนิสิตนักศึกษามาประจำอยู่ที่ที่พักผู้ป่วยบนชั้น 7

ไม่ว่าจะขาดคนแค่ไหนก็ตาม
คนที่จะเข้ามาอยู่ที่ที่พักผู้ป่วยบนชั้น 7 ก็จะต้องผ่านการพิจารณาอีกที

“แต่ว่า... ที่นี่เป็นโรงพยาบาลคาธอลิก”

และเมื่อเทียบกับที่อื่นแล้ว ที่นี่ให้ความสำคัญในเรื่องของหลักการทางศาสนา
มากกว่าเรื่องการรักษาทางการแพทย์เสียอีก

“และฉัน... ก็เป็นคาธอลิก”

คริสเตียนคนหนึ่งที่ผ่านพิธีล้างบาปมาตั้งแต่ก่อนจะจำความได้
และยังชอบเข้าร่วมกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์

บางที... นั่นอาจจะเป็นเหตุผลของทั้งหมด

“แต่ งานคราวนี้ต่างออกไปจากทุกที”

คนไข้คือเด็กคนหนึ่ง เป็นโรคทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล
แถมยังไม่มีพ่อแม่และญาติพี่น้อง

ใช่.... ไม่มีญาติพี่น้อง หรือแม้แต่กระทั่งพ่อแม่

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีผู้ให้กำเนิด

เธอถูกทอดทิ้งไป เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง เป็นโรคเรื้อรัง

พ่อแม่ของเด็กทอดทิ้งเธอไป... เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย  
ถึงฉันเองจะไม่อยากยอมรับ แต่มันคือความจริง

และพอเด็กไม่มีใครรับดูแล ไม่รู้แม้แต่ว่าใครคือญาติพี่น้อง....

ผู้ที่จะรับเด็กมาดูแลก็คือโรงพยาบาลคาธอลิกแบบที่นี่

“...หรือจะพูดว่า... ที่พักพิงแหล่งสุดท้ายก็ว่าได้”

จากความเมตตาในมุมมองของคาธอลิกนั่นเอง
ที่ทำให้ฉันหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก

แต่ฉันเองก็ไม่ได้เคร่งครัดหรือศรัทธาในตัวศาสนาอะไรมากนัก

ไม่ว่าจะเป็นโปรเตสแตนท์หรือคริสเตียนอะไรก็ตาม
ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจว่าจะต้องนับถือนิกายไหน

ถึงแม้จะผ่านพิธีชำระบาปมาตั้งแต่ก่อนจะจำความได้
นั่นก็เป็นเพราะบ้านฉันบังเอิญอยู่ข้างโบสถ์ก็เท่านั้น

และถึงแม้มันจะเป็นอย่างไร
ฉันเองก็ไม่ได้ถูกผูกมัดกับตัวศาสนามากจนถึงกับต้องศรัทธาไปตลอดชีวิต

ฉันก็แค่... ทำตามความเมตตาของจิตใจมนุษย์ที่ฉันนับถือ

เสียงลิฟต์ดังขึ้น

 

 

 ฉันขึ้นมาบนชั้น 5 ซึ่งปกติแล้วจะต้องขึ้นไปบนชั้น 7

เดินไปทักทายเนลโลที่ฉันยังไม่เคยเห็นหน้า

คำว่า “เนลโล” เป็นคำที่พวกผู้ช่วยเหลือกับนางพยาบาลใช้เรียกกัน

เด็กคนหนึ่ง , เป็นคนไข้ที่พักรักษาตัวบนชั้น 7,  แถมยังไม่มีพ่อแม่
พอเอามารวมกันช่างเหมือนกับตัวละครตัวหนึ่งในนิยายเรื่อง’สุนัขแห่งแฟลนเดิร์ซ’

ค่อนข้างจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับคนไข้
แต่ตัวฉันในตอนนี้ยังไม่รู้ความหมายที่ซ่อนไว้ในนั้น

พอฉันเข้ามาทำงานที่นี่ คำนี้ก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายไปแล้ว

“บางที.... คำนั้นคงไม่ได้แฝงไว้ด้วยเจตนาร้ายซะทีเดียว”

เหตุผลก็คือพอรู้ว่าเนลโลจะมาแล้วล่ะก็ เหล่านางพยาบาล คุณหมอ
รวมไปถึงบรรดาผู้ช่วย ต่างก็กรูกันเข้ามาทักทายดูแลช่วยเหลือเธอกันเป็นอย่างดี

ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะว่าโรงพยาบาลนี้ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาคริสต์
คือการเสียสละเพื่อผู้อื่นก็เป็นได้

นอกเหนือจากนี้ ผู้ช่วยเหลือที่ทำหน้าที่ดูแลเนลโลยังถูกเรียกว่า ‘อโลอา’ อีกด้วย

...ซึ่งจริงๆแล้ว ให้เรียกว่า ‘ปาโตราซุส’ น่าจะดูใกล้ชิดกันมากกว่า

“แต่พวกเรานั้น... ไม่สามารถตายไปพร้อมกับพวกเขาได้”

เพราะแบบนั้นเอง ทำให้พวกเขาถูกเรียกว่า อาโลอา เพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดเนลโลมากที่สุด

“และตัวฉัน ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะต้องรับบทเป็นอาโลอา…”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

 

 

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ”

“อ๊ะ...ค่ะ อรุณสวัสดิ์”

เธอลุกขึ้นนั่งพร้อมกับหันมาทางฉัน

เนื่องจากเป็นช่วงบ่าย
เหนือหัวเข่าของเธอจึงมีถาดอาหารมื้อเที่ยงที่ถูกทานเสร็จแล้ววางไว้

ผมที่ยาวมากของเธอสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น

“ว้าว เก่งจังน้า กินหมดเลยนี่”

“ค่ะ...”

“จริงๆแล้ว ไม่ค่อยชอบบล็อกโคลี่เท่าไร….”

“เอ่อ... แล้วพี่สาวเป็นใครหรอคะ”

“อ๊ะ ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยสินะ”

“พี่เป็นผู้ช่วยคนต่อไปของหนูเองแหละจ้ะ”

ฉันตอบพร้อมกับยื่นใบรับรองให้เธอดู

เด็กในวัยนี้คงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับที่นี่

“จากนี้ไปก็ขอฝากตัวด้วยนะจ๊ะ”

“อะ.. อืม เช่นกันค่ะ”

เธอตอบออกมาแบบนั้นทั้งๆที่มองมาด้วยสายตาแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก

“แล้ว... ผู้ช่วยนี่คืออะไรหรอคะ?”

“เอ๋?”

แปลกจังแฮะ

ตอนแรกก็คิดว่าเธอยังไม่รู้เรื่องอะไรหลายๆอย่าง
แต่ก็ไม่นึกว่าแม้แต่เรื่องผู้ช่วยเหลือก็ยังไม่รู้

“ไม่เหมือนกับคุณหมอและคุณนางพยาบาลหรอคะ”

“ก็....”

…แล้วฉันจะตอบออกไปว่ายังไงดีล่ะ

คนที่คอยดูแลคนไข้... ตามปกติ ตอบไปแบบนั้นก็คงไม่เป็นไร

แต่สิ่งที่รอเด็กผู้หญิงคนนี้อยู่ต่อไปคือบนชั้น 7

และฉันก็คือผู้ช่วยของเธอ... อาโลอาที่อยู่เพื่อเนลโล

ปกติแล้วชั้น 7 ไม่ใช่สถานที่ที่คนไข้ธรรมดาจะเข้าไปพักรักษาตัว
เว้นเสียแต่ว่าคนไข้คนนั้นได้รับแจ้งว่าโรคของคุณไม่มีทางรักษาหาย

ถ้าให้พูดตามตรงคือ มันเป็นการแจ้งล่วงหน้าว่าคุณกำลังจะตาย

พอหลังจากพวกเขาได้รับคำอธิบายจากทางโรงพยาบาล และทางโรงพยาบาลได้รับ
การยอมรับข้อตกลงจากคนไข้ พวกเขาก็จะสามารถเข้าไปพักรักษาตัวได้

และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโรงพยาบาลส่วนใหญ่ จึงไม่อนุญาตให้เด็กเข้ามา
พักรักษาตัวในสถานพักรักษาแบบชั้น 7

แต่ ในกรณีของเนลโลนั้นต่างออกไป ที่นี่ก็ไม่เหมือนที่อื่น
และหากยิ่งพ่อแม่ของเด็กเป็นคาธอลิกด้วยแล้วล่ะก็...

“พี่สาวเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

“อะ..เอ่อ โทษทีจ้ะ”

ฉันคงยืนเงียบอยู่นานขณะที่กำลังคิดว่าจะตอบไปว่ายังไง

“นั่นสินะ... คงคล้ายๆกับ เพื่อน นั่นแหละ”

“พี่สาวน่ะหรอคะ เพื่อนของหนู...”

“จ้ะ เพราะงั้นอยากได้อะไรก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

พอพูดจบฉันก็เริ่มเก็บถาดอาหารที่เด็กคนนี้ทานเสร็จเรียบร้อย

“อะ.. ขอโทษนะคะ”

“ไม่เป็นไรๆ เพื่อนกันไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”

“อะ..ค่ะ”

ในขณะที่เด็กสาวคนนั้นยังคงปิดกั้นจิตใจอยู่ ฉันก็เริ่มคุยกับเธอต่อไป

“แล้วก็นะ พี่ดีใจมากเลยล่ะ”

“ทำไมหรอคะ”

“จริงๆแล้วน่ะนะ พี่อยากมีเพื่อนต่างวัยแบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะ”

“……”

“หนูเองก็... อยากมีพี่สาวเหมือนกันค่ะ”

“อ๊ะ งั้นก็ตกลงตามนั้นจ้ะ”

พอฉันพูดจบ ฉันก็ยื่นมือออกไป

“จากนี้ไปก็ขอฝากตัวด้วยนะจ๊ะ”

“ค่ะ เช่นกันค่ะ”

 

 

แสงแดดที่แผดเผาและเสียงร้องระงมของเหล่าจักจั่น สัมผัสแรกบนฝ่ามือนั้นช่างอบอุ่น

ในวันหนึ่งของฤดูร้อนที่เด็กคนนี้กำลังจะถูกย้ายไปชั้น 7

พวกเรา ก็ได้เป็นเพื่อนกัน

วันที่เนลโล และ อโลอาได้เป็นเพื่อนกัน

หลังจากนั้นสองสามวัน ฉันก็ไปหาเด็กคนนั้นเหมือนอย่างเคย

 

 

“ร้อน....”

ในวันที่เหล่าจักจั่นพร้อมใจส่งเสียงร้องกันแซงแซ่ วันนี้คงเป็นวันที่ร้อนมากอีกวันหนึ่ง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

 

 

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ”

“…อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

เธอเอี้ยวตัวขึ้นจากเตียงเล็กน้อยมาทักทายฉันเหมือนเมื่อวาน

ตอนนี้เธอดูเหมือนจะยอมเปิดใจกับฉันมากขึ้น
แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าเธอกำลังปิดกั้นจิตใจบางส่วนไว้

“วัดไข้ช่วงเช้าเสร็จหรือยังจ๊ะ”

“เสร็จแล้วค่ะ ได้ 36.5 องศา”

“หรอ งั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงน่ะสิ”

ฉันตอบเธอพร้อมกับทำความสะอาดถาดอาหารเช้า
และพอเสร็จงานนี้แล้วฉันก็ว่างตลอดไปจนถึงช่วงบ่าย

งานของผู้ช่วยเหลือก็ไม่มีอะไรมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พวกการรักษาส่วนใหญ่
ก็เป็นหน้าที่ของคุณหมอและนางพยาบาลซะหมด

มากสุดที่ทำคงเป็นวัดไข้ ที่เหลือก็แค่ช่วยดูแลเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้เท่านั้น

แต่ถ้าจะให้พูดอีกแง่ก็คือ ไม่มีใครนอกจากพวกเราที่จะคอยช่วยเหลือ
พวกเขาเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว

และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า บทบาทของอโลอาไม่ใช้ทั้งคุณหมอและนางพยาบาล
แต่เป็นผู้ช่วยเหลือที่ต้องรับบท

“ถ้างั้น เดี๋ยวพวกเราไปโรงอาหารกันไหม”

“เอ๊ะ... แต่เมื่อกี้หนูพึ่งทานข้าวไป...”

“ไอศกรีมจ้ะ ไอศกรีม ไปกินแก้ร้อนกันหน่อย”

“แต่ว่า...”

เธอทำหน้าลำบากใจและก้มหน้าลง คงคิดว่ามันดูไม่เหมาะสมอยู่ล่ะมั้ง

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวพี่เลี้ยงเองจ้ะ”

และเหมือนกับคำพูดนั้นจะได้ผล ในที่สุดพวกเราก็ลงไปที่โรงอาหารกัน

เนื่องจากยังเช้าอยู่ คนจึงมีไม่มากนัก พวกเราเลือกที่นั่งข้างๆกัน

 

 

“เอาล่ะ อยากได้อะไรก็บอกพี่เลยนะ”