Vintage Wine

posted on 27 Sep 2010 22:59 by planetdream

ไวน์


ยามที่ลมทะเลเริ่มหยุดพัด และดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

 

 

ยามที่เกลียวคลื่น ท้องฟ้า และทุกอย่างเริ่มถูกย้อมไปด้วยสีส้ม

"เอาล่ะ.. ได้เวลาแล้วสินะ"

พอพี่ฮิเมโกะพูดจบ เธอก็กลับไปหยิบเลื่อยตัดเหล็กมาอีกครั้ง

ซึ่งตอนนิ้เองเป็นโอกาสที่พี่สาวรอมานานเพราะเป็นช่วงที่เริ่มไม่มีคน

แต่ระหว่างนั้นเองก็มีรถคันหนึ่งวิ่งมา

และดูเหมือนกำลังตรงมาทางเรา

"เหมือนจะมีรถมานะ"

"แปลกแฮะ ไม่น่าจะมีใครมาจอดแถวนี้นะ"

ในที่สุด รถที่ว่านั้นก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเรา เป็นรถยนต์ขนาดเล็กแบบกึ่งคอมแพคคาร์

ข้างในหน้าต่างที่ถูกประดับด้วยม่านลายลูกไม้
ถูกประดับประดาไปด้วยตุ๊กตาและเครื่องประดับนับไม่ถ้วน

ซึ่งดูแล้วก็เดาได้ทันทีเลยว่าเป็นรถของคนที่ชอบสไตล์แบบสาวน้อยน่ารักๆ

"แปลกจัง รถคันนั้น..."

"นั่นสิ สมัยนี้ไม่มีใครเขาแต่งรถแบบสไตล์ลายลูกไม้ ฟูฟ่าๆกันแล้ว"

พวกเราต่างออกความเห็นกับรถที่มาจอดตรงหน้า

และเจ้าของรถก็ค่อยๆเปิดประตูรถออกมา...

"ว่าไง ยังดูแข็งแรงดีนี่"

 

 

"เธอคือ... ยูกะหรอ?"

"บังเอิญจังนะ มาเจอกันในที่แบบนี้"

"....."

"อืม... เป็นความบังเอิญที่ดูไม่น่าเชื่อจริงๆ"

ดูเหมือนจะเป็นคนที่พี่ฮิเมโกะรู้จัก...

ใครกันนะ? เป็นผู้หญิงที่ตัวเตี้ย แต่ก็ดูน่ารักเข้ากันดีกับชุดแบบลายลูกไม้ จีบระบายที่เธอใส่

พี่ฮิเมโกะเคยพูดว่าเธอรู้จักคนในโรงพยาบาลมากมาย แต่คนๆนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่กรณีแบบนั้น

"ว่าแต่ ไอนั่นมันอะไรกัน ไอรถไร้รสนิยมคันนั้นน่ะ"

"หนวกหูน่า ก็ยังดีกว่าเศษเหล็กแบบของเธอก็แล้วกัน แล้ว ถึงจะเห็นแบบนี้ฉันก็พึ่งซื้อมาเองนะ"

"ปัดโธ่ คราวหลังอย่าให้คนที่เป็นมือใหม่ขับรถถ่อมาไกลๆได้ไหม"

"เธอเองก็หัดคิดถึงอายุตัวเองซะบ้างนะ อายุน่ะ"

... อะไรกัน ความรู้สึกแบบนี้

เหมือนจะทะเลาะ แล้วก็ไม่ใช่การพูดคุยอะไรจริงจัง แต่...

ดูยังไง ก็ไม่เหมือนทะเลาะกันอยู่

"ก็นะ จะพูดยังไงดีล่ะ"

"ยูกะ... ขอบคุณนะ..."

"อะ ทะ.. ทำไมอยู่ๆก็พูดอะไรแบบนั้นเล่า"

"หลายๆเรื่องน่ะ.. หลายๆเรื่อง"

"คนที่คอยดูแลรักษายูนอสก็คือเธอใช่ไหมล่ะ"

"ฉะ... ฉันเห็นไม่รู้เรื่องเลย บังเอิญหรอกมั้ง"

"ฮะๆ.. ถ้างั้น ฉันจะพูดไว้แค่นี้ก็แล้วกัน"

ใบหน้ายามที่พี่ฮิเมโกะพูดคุยอย่างมีความสุข ฉันเองก็พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักเธอมา

และคนที่พี่ฮิเมโกะกำลังคุยด้วย น้ำเสียงของเธอคนนั้นแม้ว่าจะดูเหมือนกำลังโกรธโมโหอยู่
แต่ก็กลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย

"...งั้น... ฉัน...ไปก่อนนะ"

หลังจากเธอคนนั้นพูดจบ เธอก็เดินกลับเข้าไปในรถของเธอ

เหมือนกับว่าตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมาที่นี่

...แต่... จริงๆแล้ว ไม่ใช่ว่าเธออยากจะอยู่คุยต่อหรอกหรือ?

เธอคนนั้นบางทีอาจจะอยากอยู่ด้วยกันกับพี่สาวให้มากกว่านี้

บางอย่างทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น จนทำให้ฉันหันไปถามพี่สาว

"นี่... ปล่อยให้จากกันแบบนี้จะดีหรอ"

"...."

ไม่มีคำได้เอ่ยตอบ พี่สาวเพียงแค่จ้องมองไปยังเธอคนนั้น

ที่จริง พี่สาวเองก็อยากคุยกันให้มากกว่านี้ไม่ใช่หรอ

ฉันลังเลที่จะพูดออกไปแบบนั้น ถึงยังไงฉันก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรยุ่ง

และรถคันนั้นที่ฉันนึกว่ากำลังจะไปนั่นเอง

หน้าต่างประตูคนขับก็ได้เลื่อนลงมา

"นี่ ฮิเมโกะ"

"อืม ฉันรู้ดี.."

"..."

 

 

...หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบลง

ทั้งพี่ฮิเมโกะ และเธอคนนั้นที่กำลังทำท่าเหมือนจะร้องไห้

โลกที่ทุกอย่างถูกย้อมไปด้วยสีส้ม มีเพียงเสียงคลื่นและเสียงของนกนาลนวลที่ดังก้อง

และ...ขณะที่หน้าต่างประตูรถกำลังจะปิดลงนั่นเอง...

"เอ่อ..คือ..."

"...."

"ละ...แล้วเจอกันนะ"

หลังจากประโยคสุดท้ายได้พูดออกมา เธอคนนั้นก็ขับรถกลับสู่ถนนอีกครั้ง

 

 

"บ้าจังน้า....ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ..."

"เพียงเพราะฉันพูดไว้ว่าห้ามมาเยี่ยมที่ชั้น 7 เลยอุตส่าขับรถมาถึงที่นี่..."

"...คนเมื่อกี้นี้ใครหรอ..?"

"นั่นสินะ อาจจะเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจไปหน่อย แต่จริงๆเป็นคนที่ใจดีมาก..."

"คนที่พลาดรางวัลเข้าเยี่ยมโดยไม่ขาดไม่ลาน่ะ"

"เข้าเยี่ยมโดยไม่ขาดไม่ลา?"

"ใช่... เพื่อนคนสำคัญที่สุดของฉัน..."

 

 

พี่ฮิเมโกะพูดพึมพำออกมาช้าๆ ดวงตาของเธอช่างอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความเหงา

"ฮะๆ เพราะงั้นจากที่เคยเหลืออยู่ 3 ข้อเลยกลายเป็น 2 ข้อซะแล้วสิ"

"....ไม่ใช่เพราะต้นสัปปะรดหรอกหรอ?"

"นั่นก็ใช่ แต่เป็นคนล่ะข้อกัน"

"อยากจะพบเพื่อนคนสำคัญอีกซักครั้ง ซักครั้งเดียวก็พอ"

และในที่สุดทิวทัศน์สีส้มนั้น...

 

 

ก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

เสียงของบรรดานกทะเลและเหล่าจักจั่นก็ได้เงียบหายไป
เหลือไว้แต่เพียงเสียงคลื่นที่พัดเข้ากระทบชายฝั่ง

พวกเราทั้งสองยังคงอยู่ที่นั่นพร้อมกับเสียงเลื่อยที่ดังเป็นจังหวะ

"เฮ้อ ดูเหมือนจะไม่ใช่ต้นสัปปะรดจริงๆนั่นแหละ"

"โธ่..ผิดหวังจังแฮะ"

แม้พี่ฮิเมโกะจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ดูเหมือนเธอกำลังสนุกอยู่มากกว่า

"เดี๋ยวสิ... ยังตัดไม่ถึง 1 เซนเลยไม่ใช่หรอ"

"ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามากก็กว่านี้ก็น่าสงสารต้นไม้ออก"

"ถ้างั้น ก็ไม่ต้องตัดตั้งแต่แรกสิ"

"ม่ายด้าย เราต้องอย่าตัดสินอะไรโดยที่ยังไม่ได้พิสูจสิ"

พอพูดจบพี่สาวก็เดินก้าวช้าๆไปตามริมน้ำ

"นี่ๆ ไหนก็มาถึงทะเลแล้ว มาเล่นน้ำกันแล้วค่อยกลับไหม"

"อ๊ะ อูย.. หนาวอะ"

"นี่ เซทซึมิก็มาเล่นด้วยกันสิ เย็นๆแล้วก็รู้สึกสดชื่นดีนะ"

 

 

พี่ฮิเมโกะถอดรองเท้าไว้ริมน้ำ ถลกกางเกงนอนขึ้นมาเล็กน้อยและย่ำลงไปบนน้ำอย่างสนุกสนาน

หรือว่าความจริง...

พี่สาวเองก็ไม่ได้คิดจะมาพิสูจน์เรื่องต้นสัปปะรดอะไรนั่นอยู่แล้ว

ฉันคงไม่รู้เหตุผลของเธอ แต่บางที่เธอก็อาจจะแค่หาข้ออ้างไว้ใช้ออกมาข้างนอกเท่านั้น

ขณะที่ฉันกำลังคิด พี่ฮิเมโกะก็กำลังสนุกไปกับการเล่นน้ำทะเล

 

 

ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันเข้าใจ

ตัวตนของพี่ฮิเมโกะที่อยู่ตรงหน้าฉัน.... อีกไม่กี่เดือนก็คงต้องเลือนหายไป

รอยยิ้มที่แสนร่าเริง ช่วงเวลาที่เธอใช้มือลูบหลังของฉันอย่างอ่อนโยน
ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นซักวันก็คงจะต้องจางหายไป....

ความจริงที่ไม่มีทางแก้ไข...

"เดี๋ยวเถอะ! มัวทำหน้าเศร้าอะไรอยู่ตรงนั้นคนเดียวหา"

"อ๊ะ"

"ถ้าไม่มาล่ะก็ เดี๋ยวจะสาดน้ำใส่จริงๆล่ะนะ"

"...รู้แล้วน่า"

หลังจากถูกเร่ง ฉันจึงถอดรองเท้าและเดินเข้าไปในน้ำบ้าง

 

 

"ฮะๆ เป็นไง สดชื่นดีใช่ไหม"

"อืม เย็นนิดๆ แล้วก็รู้สึกดีจัง"

คลื่นที่พัดเข้าใส่ขา ฝ่าเท้าที่สัมผัสกับผืนทรายใต้น้ำ
และความเย็นของน้ำทะเลทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาด

กี่ปีมาแล้วนะที่ฉันไม่ได้มาเล่นน้ำทะเลแบบนี้...
และอีกนานแค่ไหนกันนะที่ฉันจะได้เล่นน้ำทะเลแบบนี้อีกครั้ง...

"เอาล่ะ ในที่สุดเราก็มาเข้าสู่ช่วงสำคัญแล้ว!"

พอพูดจบพี่ฮิเมโกะก็หยิบอะไรบางอย่างมาจากถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ

ขณะที่ฉันกำลังสงสัยนั่นเอง...

"แต่น แต๊น เหล้าแอลกอฮอล์ปรากฏตัวแล้ว!"

"เอ้า ถือแก้วไว้สิ"

"แต่ฉันอายุยัง..."

"ไม่เป็นไรน่า ไม่เป็นไร พวกเราพึ่งค้นพบความจริงของต้นสัปปะรดไปนี่นา"

"แล้วก็นะ นี่เป็นไวน์ที่บ่มไว้ถึง 8 ปีเชียวนะ"

พี่สาวรินไวน์ใส่แก้วของฉันแบบกึ่งบังคับ

สีแดงใสของไวน์ดูเข้ากันดีกับสีน้ำเงินสวยของแสงจันทร์

พวกเราทั้งสองเดินเข้าไปในทะเลจนน้ำถึงหัวเข่าพร้อมกับแก้วในมือ

"ว่าแต่เซทซึมิ... ตอนนี้เธออายุเท่าไรแล้วนะ?"

"15 ปี"

"งั้น ด้วยไวน์องุ่นที่บ่มมา 8 ปีนี่"

"ขอฉลองให้กับผู้มีอายุครบ 15 ปี หมดแก้ว!"

เสียงชนแก้วดังขึ้น

"แล้วก็... ให้กับชีวิตของฉันด้วยนะ..."

 

 

ดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ายามฤดูร้อนส่องแสงสว่างให้กับชายหาดที่มืดมิด

...เรื่อง 10 อย่างที่อยากทำก่อนตาย... เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ฉันถูกขอให้ช่วยทำ 3 ข้อที่เหลือ

และตอนนี้ต้นสัปปะรดกับเพื่อนคนสำคัญนั่นก็ผ่านไปแล้ว ก็น่าจะเหลืออยู่เพียงข้อเดียว

ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่...

วันที่จะทำข้อสุดท้ายนั้น... คงจะมาถึงอีกไม่นาน

หลังจากเวลาผ่านไปซักพัก

พี่ฮิเมโกะก็ยังคงเดินไปตามริมน้ำอย่าสนุกสนาน

และอยู่ๆก็หยุดลงพร้อมกับหันมาทางฉัน

"นี่เซทซึมิ... ถ้าหาก... ถ้าหากว่าเท่านั้นนะ"

"ถ้าฉันเดินลงไปในทะเลทั้งแบบนี้"

"ฉันจะได้ตายอย่างสงบไหม"

สีหน้าของพี่สาวเมื่อครู่นี้ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง

"นี่.. เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะหยุดฉันไหม"

"...."

"ถ้าหากพี่อยากจะตายจริงล่ะก็ พี่ก็คงเดินลงไปในทะเลตั้งนานแล้ว"

"...."

"เฮ้อ... ยังเย็นชาเหมือนเดิมเลยน้า"

พอพี่สาวพูดจบเธอก็เดินกลับมา

 

 

"เอาล่ะ ฮึบ"

ระหว่างที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดเท้าให้แห้ง พี่สาวก็นั่งลงข้างๆฉัน

"เอาล่ะ... เราก็ถึงช่วงสำคัญกันอีกแล้วสินะ"

เธอพุดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆตรงกันข้ามกับความหมาย และหันหน้ามาทางฉันที่ยังคงนั่งเงียบอยู่

"ไม่เป็นไรหรอก มีเยอะไม่ใช่หรอ เรื่องที่อยากถามน่ะ"

"...อืม"

ฉันพยักหน้าเล็กๆพร้อมกับค่อยๆเอ่ยปากพูด
มีเรื่องต่างๆอยู่มากมายที่ฉันอยากถามพี่ฮิเมโกะมาตั้งนานแล้ว

"ตอนที่พี่ได้ยินว่าพี่จะต้องตาย...พี่ร้องไห้ไหม?"

"ก็... นิดหน่อยล่ะนะ"

"แล้วรู้สึกแค้นไหมว่า 'ทำไมต้องเป็นฉัน' "

"อืม...เป็นคำถามที่ตอบยากจังน้า"

"งั้นพี่ขอถามเธอหน่อย"

"ที่บอกว่าแค้นน่ะ.. แค้นใครหรอ"

"เอ๋?"

ฉันไม่รู้... คือประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามนั้น

"นั่นสินะ ถ้าพระเจ้ามีจริงล่ะก็ พี่อาจจะแค้นท่านก็ได้"

"พี่เป็นคริสเตียนแคธอลิก แต่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงงั้นหรอ"

"เปล่า จนบัดนี้ก็ยังเชื่อ แม้จะเป็นอดีตคริสเตียนไปแล้วก็ตาม"

"บางที พระเจ้าก็อาจจะมีอยู่จริง..."

"แต่ว่านะ ดูเหมือนว่าท่านคงจะงานยุ่งไปหน่อย"

"หรือไม่ก็ ... ท่านอาจจะทอดทิ้งพวกเราไปแล้วก็ได้มั้ง..."

พี่สาวพูดอย่างไร้อารมณ์เหมือนกับพูดกับตัวเอง

ใบหน้าที่สะท้อนแสงจันทร์ของเธอ ดูเยือกเย็นแต่ในขณะเดียวกันก็ดูโดดเดี่ยว

"นี่ เซตซึมิ"

"รู้จักนิยายเรื่อง 'สุนัขแห่งแฟลนเดิร์ซ' ไหม"

** A dog of flanders เป็นนิยายเกี่ยวกับสุนัขและเด็กผู้ชายคนหนึ่งในเขตแฟลนเดิร์ซ
ของประเทศแนเธอร์แลน เป็นผลงานชื่อดังของนักเขียนชาวอังกฤษจนได้ถูกสร้าง
เป็นหนังภาพยนต์และอนิเมชั่นมากมาย ในประเทศไทยนั้นจะรู้จักกันในชื่อ
"หมาใหญ่เพื่อนยาก หรือ หนุ่มน้อยเนลโลกับหมาเพื่อนยาก"

"...สุนัขแห่งแฟลนเดิร์ซ?"

"ใช่ เป็นนิยายที่มีชื่อพอสมควร เธอน่าจะเคยได้ยินนะ"

"อืม ก็พอรู้จัก"

ฉันตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กๆ ฉันจำได้ว่าเคยดูการ์ตูนโทรทัศน์เรื่องนี้เมื่อตอนสมัยยังเด็ก

น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่เสียครอบครัวไปชื่อว่า 'เนลโล' และสุนัขของเขาที่ชื่อว่า
'ปาโตราซุส'

"เนลโล , ปาโตราซุส และ อโลอา..."

 

 

-----------


* ต่อไปจะมีสปอยจตอนจบของเรื่อง A dog of flanders  
ถ้าใครไม่อยากโดนสปอยก็ไปหานิยายมาอ่านก่อนก็ได้


-----------

 

 

"เธออยากจะเป็นใครใน 3 คนนั้น... หรือ ไม่อยากจะเป็นใครใน 3 คนนั้น"

สุดท้ายแล้วคนที่จะต้องตายก็คือ เนลโลกับปาโตราซุส ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือ อโลอา

ฉันยังไม่อยากตาย

แต่ถึงจะพูดยอ่างนั้น ฉันเองก็ไม่อยากถูกทิ้งอยู่คนเดียวเหมือนกับอโลอา

"... ไม่อยากเป็นใครทั้งนั้น"

"แบบนั้น คงทำไม่ได้หรอกมั้ง"

"ทำไมล่ะ"

"มนุษย์น่ะ มีตัวเลือกให้แค่ 3 ตัวนี้เท่านั้นแหละ"

 

 

ตอนที่พี่ฮิเมโกะพูดนั่นเองสีหน้าของเธอดูต่างออกไป

สีหน้าที่บางครั้งฉันเองก็เคยเห็น สีหน้าเวลาที่เธอจริงจังกับบางสิ่ง

 

 

จบบท "ไวน์"

 
 

edit @ 20 Apr 2011 21:52:25 by planetdream

Comment

Comment:

Tweet