15th Summer

posted on 15 May 2010 19:00 by planetdream
ฤดูร้อนครั้งที่ 15
 
 

ในวันที่แสงแดดเจิดจ้า ในวันหนึ่งของฤดูร้อน

 

 

ฤดูร้อนปีที่ 1999 - เซทซึมิ

 

 

เสียงร้องของจักจั่นดังระงมในวันที่พระอาทิตย์ฉายแสงเจิดจ้าอยู่ด้านบน
ดูเหมือนว่าวันนี้ก็คงจะร้อนเหมือนเดิม

ตั้งแต่วันที่ฉันต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล นี่ก็ย่างเข้าฤดูร้อนครั้งที่3 แล้ว

อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าฉันจะต้องนอนโรงพยาบาลทุกวัน บางครั้งบางคราว
ก็ได้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านหรือไม่ก็แค่มาตรวจอาการแล้วก็กลับ

"ครึ่งปีแล้วสินะ... ครั้งสุดท้ายที่พวกเขามาเยี่ยม"

ระยะเวลาที่ฉันต้องสวมชุดนอนของโรงพยาบาลเริ่มนานขึ้นๆแต่ในทางตรงกันข้าม
จำนวนคนที่มาเยี่ยมกลับลดลงไปเรื่อยๆ

ช่วงแรกเพื่อนร่วมห้องต่างก็พากันมาเยี่ยมฉันแทบทุกวัน จนฉันรู้สึกได้ถึงคำว่าเพื่อน

แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนแค่คนรู้จักถึงจะเดินสวนกันบนถนนก็แค่ได้แต่ทักทายกันเล็กน้อย
ก่อนจะเดินจากกันไป

ฉันเดาได้ว่าอีกไม่นานเมื่อพวกเขาก็จะค่อยๆลืมฉันไป จนไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าคนหนึ่ง

"คงลำบากใจสินะ ที่ต้องเห็นชีวิตฉันอยู่ในสภาพแบบนี้"

"สำหรับคนที่ต้องการจะใช้ชีวิตปกติต่อไป ชีวิตฉันคงทำให้ท้อใจเปล่าๆ"

ถ้าการมาพบหน้ากันยังทำให้ลำบากใจแล้วการนึกถึงฉันก็คงทำให้ลำบากใจเช่นกัน
สู้ลืมๆฉันไปซะยังดีกว่า

"....เพราะแบบนั้น พวกเขาจึงเลือกที่จะทอดทิ้งฉัน"

แต่ถึงอย่างนั้นพอได้เวลาหลังโรงเรียนเลิก ฉันก็จะมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองหาเพื่อน
ที่มักจะมาเยี่ยมจนเป็นนิสัย

ฉันติดนิสัยแบบนั้นอยู่ครึ่งปี ก่อนที่จะเลิกล้มความหวังของตัวเอง

สุดท้าย ฉันจึงเริ่มปิดม่าน ยอมรับความจริงและเหตุผลของคนเหล่านั้น

"พอผ่านมา 3 ปี ดูเหมือนฉันเองก็เริ่มจะเข้าใจเหมือนกัน...."

ไม่ใช่แค่พวกเขาจะลืมฉันเท่านั้น

แต่พวกเขาทำเป็นเหมือนไม่เคยเห็นฉันเหมือนไม่เคยรับรู้ว่าฉันยังมีตัวตนอยู่
และไม่เคยเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับพวกเขา

"พวกเขาคงคิดแบบนั้นละมั้ง..."

"เลยทำเป็นปิดตาไม่ยอมรับรู้"

 

 

 

 

หลังจากที่ฉันต้องเข้าโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง

ในช่วงที่เพื่อนที่มาเยี่ยมฉันเริ่มหายหน้าหายตาไป และกำลังจะทอดทิ้งฉันไปนั้น

ครอบครัวฉันก็ได้ย้ายจากบ้านของตัวเองมาอยู่บนอพาร์ทเมนท์หลังหนึ่ง

และแม่ของฉันก็เริ่มทำงานพิเศษในร้านขายข้าวกล่องในบริเวณนั้น

ซึ่งฉันก็เข้าใจเหตุผลของแม่ดี

ค่าใช้จ่ายในการรักษาของโรงพยาบาลไม่ใข่เรื่องเล่นๆเลย

ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยทุกคนต่างยกมาคุยกันไม่เว้นแต่ละวัน

คนส่วนใหญ่คงไม่รู้หรอกว่า ผู้ป่วยเหล่านั้นรู้สึกเป็นภาระให้กับครอบครัวของพวกเขาเองขนาดไหน

สุดท้าย พวกเราจึงได้บ้านใหม่เป็นอพาร์ทเมนท์ไม้ที่ดูโทรมหน่อยๆแทน

ถึงจะแย่ตรงที่ว่า เวลาที่พ่อของฉันเดินทางไปที่ทำงานต้องเพิ่มขึ้นเป็น2 ชั่วโมง

แต่พ่อก็จำเป็นต้องยอมเพราะเวลาเดินทางไปที่โรงพยาบาลนั้นใช้เวลาเดินไปแค่ 3 นาที

วันหนึ่งพ่อกับฉันยืนอยู่หน้าประตูอพาร์เมนท์พร้อมกับพูดว่า

"บ้านใหม่นี่ อากาศดีปลอดโปร่งมากเลย"

พ่อยิ้ม แม่ก็ยิ้มและหัวเราะน้อยๆ

และเนื่องจากสภาพอากาศอาจส่งผลต่อสุขภาพฉันพวกเขาเลยติดเครื่องปรับอากาศ
ไว้ในห้องนอนของฉัน โดยไม่ได้ติดไว้ที่ห้องอื่นเลย

แม่ที่เริ่มไปทำงานพิเศษ มักจะเอาคร๊อกเกตมันฝรั่งทอด และพวกของทอด
ที่เหลือจากร้านมาให้ทานอยู่เสมอ

พวกเรานั่งกินกันในห้องแคบๆ ระหว่างคุยกันแม่ก็มักจะทำตัวให้ดูร่าเริงกับฉัน

มัน....ทรมานจริงๆ

ความห่วงใย ความดูแลเอาใจใส่มันกลับทำให้เจ็บปวดเกินจะรับไหวแทนที่ฉันจะดีใจ
ความรู้สึกผิดกลับยิ่งพอกพูน

"ฉันคง.... อยากให้พวกเขาพูดออกมาใส่ฉันตรงๆ"

"ทั้งหมดนี่เป็นความผิดของแก!"

โดนด่าแบบนั้นยังจะดีกว่า เพราะอย่างไรมันก็คือความจริง

ยิ่งรู้ว่าตัวเองไร้ค่าเพียงใด ฉันก็ยิ่งรำคาญตัวเองจนรู้สึกโกรธ

ถ้าพระเจ้าไม่ยอมช่วยรักษาฉันให้หายดีแล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ให้ฉันตายไปซะล่ะ

ในขณะที่ทุกคนพยายามจะทอดทิ้งและลืมฉันไป

พ่อแม่ของฉันกลับพยายามที่จะฉุดรั้งดึงฉันเอาไว้

แม้พวกท่านจะดูแลฉันด้วยความห่วงใย แต่มันกลับทำให้ฉันยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้น
ที่ไม่สามารถตอบแทนอะไรพวกท่านได้เลย

ทำไมพวกท่านต้องแบกรับคำสาปความโชคร้ายเหล่านั้นแทนฉันด้วย

ในเวลานี้ ฉันทำได้แต่หลอกตัวเองให้ยิ้มตอบกลับใบหน้าอันร่าเริงของพวกเขา

และพยายามกินของที่แม่เอามาให้ถึงจริงๆแล้วฉันจะไม่ค่อยชอบของทอดก็ตาม

 

-----------------

 

 

 

 

เสียงร้องของจักจั่นในวันที่พระอาทิตย์ฉายแสงเจิดจ้าอยู่ด้านบน

เป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าอันมืดครึ้มในฤดูฝนได้สลายไปเหลือแต่ความเจิดจ้าของฤดูร้อน
ที่กำลังใกล้เข้ามา

ฉันได้ออกจากโรงพยาบาลอีกรอบ หลังจากเข้าไปนอนรักษาตัวมาหลายวัน

ซึ่งไม่ได้บ่งบอกอะไรมากนัก

เพียงแค่กลับไปนอนพักที่บ้านซักระยะ ก่อนที่จะมาเข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่วยนอกอีกครั้งเพื่อ
ดูอาการและคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ภายใต้แสงแดดของพระอาทิตย์ ฉันกำลังเดินไปโรงพยาบาลในสภาพชุดนอน

ตอนแรกแม่บอกว่าจะมาด้วย ฉันจึงตอบไปว่า "ไม่เป็นไร"เพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง

แต่พอเห็นใบหน้าผิดหวังของท่านตอนที่ได้ยินฉันตอบไปแบบนั้นแล้วฉันกลับรู้สึกผิดเสียเอง

 

 

 

 

 

ฉันเดินมาซักพักก่อนจะหยุดอยู่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเหมือนจะเป็นโรงเรียนประถม

เพราะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์จึงไม่มีใครอยู่ในโรงเรียนมากนัก

"...."

ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่ขาฉันไม่ยอมขยับไปไหนได้แต่จ้องมองไปทางสนามเด็กเล่น

ฉันยืนมองเหล่าเด็กเล็กที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานไปรอบๆ

ในวันที่แสงแดดจ้าแบบนี้ ฉันรู้ดีไม่ควรยืนตากแดดในสภาพชุดนอนแขนยาวร้อนๆแบบนี้นานนัก

ฉันจึงเริ่มเดินต่ออีกครั้ง

ทว่าไม่ใช่ไปที่โรงพยาบาลแต่เป็นที่บ้าน

พอไปถึงที่ห้อง ฉันก็รีบไปรื้อลิ้นชักเก็บเสื้อผ้าจนในที่สุดก็เจอชุดนักเรียนกะลาสีตัวเก่าของฉัน

แต่กลับดูเหมือนใหม่

นั่นสินะ ฉันใส่มันได้ไม่ถึงอาทิตย์และจนถึงตอนนี้ 3 ปีมาแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันหยิบมันขึ้นมา

ฉันไม่มีทางเลือก เพราะตอนนี้นอกจากชุดนอนแล้ว ฉันก็ไม่มีชุดอื่นใส่อีกเลยนอกจากชุดนี้

 

 

 

 

 

ฉันเดินกลับมาอีกครั้ง กลับมายังโลกของแสงแดดอันเจิดจ้าที่ร้อนจนเหงื่อผุดออกมาเป็นเม็ดๆ
และเสียงร้องของเหล่าจักจั่น

แต่คราวนี้ไม่มีใครหันมามองฉันด้วยความสงสัย ตัวฉันในตอนนี้ดูกลมกลืนไปกับพวกเขา

รู้สึกถึง "การยอมรับ" จากทุกคน

และพอถึงโรงเรียนแล้ว คราวนี้ฉันก็เดินตรงไปยั